“ส.อ.ท.”ชี้สงครามการค้าสหรัฐ – จีนออกฤทธิ์พ่นพิษแรง โรงงานจ่อเลิกจ้างแรงงานอีกเพียบ ทำใจน้ำตาตกใน ทั้งพื้นที่สมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี ระยองระส่ำ หลังยอดออเดอร์ตก ได้รับพิษสงครามการค้า แถมเจอศึกหนักโดนบาทแข็งเล่นงานอีก ด้าน”สุริยะ”สั่งด่วนให้หน่วยงานเร่งอุ้มผู้ประกอบการการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเกิดสถานการณ์โรงงานใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมสินสาคร จ.สมุทรสาคร บริษัท เอเพ็กเซอร์คิต (ไทยแลนด์) ผู้ประกอบกิจการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งส่งออกไปยังประเทศจีน เลิกจ้างพนักงาน 217 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพนักงานที่อายุงานยังไม่ครบ 120 วัน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าจีน – สหรัฐฯ สร้างความกังวลให้กับแรงงานที่อยู่ในอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นจำนวนมาก หวั่นเกรงว่า จะถูกเลิกจ้างกะทันหันลักษณะเดียวกับบริษัท เอเพ็กเซอร์คิต (ไทยแลนด์) อีก
นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะทำงานด้านการติดตามสถานการณ์สงครามการค้า(เทรดวอร์) ระหว่างสหรัฐฯและจีน ของส.อ.ท. เปิดเผยว่า สถานการณ์การเลิกจ้างแรงงานลักษณะเดียวกับบริษัท เอเพ็กเซอร์คิต (ไทยแลนด์) มีแนวโน้มจะเห็นได้อีก โดยเฉพาะในส่วนของผู้ประกอบการที่ผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ไปยังจีน เพื่อนำไปประกอบแล้วส่งต่อให้สหรัฐฯ ซึ่งมีหลายแห่งในพื้นที่สมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากผลกระทบจากสงครามการค้า ทำให้ยอดคำสั่งซื้อหายไปเยอะมาก ประกอบกับค่าเงินบาทก็แข็งค่ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ยิ่งกระทบขีดความสามารถในการแข่งขันเข้าไปอีก ทางส.อ.ท.อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดต่อไป ที่สำคัญตอนนี้ไม่อยากให้รัฐบาลปรับขึ้นค่าแรง อาจยิ่งส่งผลกระทบผู้ประกอบการเข้าไปอีก
“สถานการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นกับบริษัท เอเพ็กเซอร์คิต(ไทยแลนด์) ผู้ประกอบกิจการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ส่งออกไปยังประเทศจีน เพื่อผลิตและส่งไปยังสหรัฐฯ จึงได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า จีน – สหรัฐ ทำให้ยอดออเดอร์ลดลง จึงต้องปรับตัวโดยการเลิกจ้างเริ่มจากลูกจ้างที่อยู่ในกลุ่มช่วงทดลองงาน (โปร) 4 เดือนตามกฎหมายแรงงาน เพราะไม่ต้องการพนักงานเพิ่มขึ้น จึงต้องเลิกจ้างกลุ่มนี้ก่อน ส่วนพนักงานประจำ ยังไม่เลิกจ้าง เพราะเห็นว่า สถานการณ์ต่อไป หากทางจีน และสหรัฐฯ เจรจาต่อรองกันได้ สถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติ ยอดคำสั่งซื้อจะกลับเข้ามา ถ้าขาดแรงงาน ก็จะกลับมารับใหม่ได้”
สำหรับมาตรการการปรับตัวของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า จะเริ่มจากเบา ไปหนัก เช่น เริ่มจากลดโอที ลดชั่วโมงการทำงานลง ลดแรงงานกลุ่มคนที่อยู่โปร ทำงานไม่ถึง 4 เดือน หากสถานการณ์กลับมาดีขึ้น ก็จะเปิดรับสมัครใหม่ ยกระดับขึ้นมาก็จะลดกำลังแรงงานที่ใช้เทคโนโลยีแทนได้ ถึงหนักสุด คือ ปิดโรงงานบางแห่ง หรือปิดสาขาที่ไม่จำเป็น และถ้ายังมีปัญหาอีกก็ปิดโรงงาน
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงอุตฯ เร่งหาแนวทางลดผลกระทบจากสงครามการค้าจีน – สหรัฐฯ เพื่อให้ผู้ประกอบการอยู่รอดได้ โดยล่าสุดทางสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) ได้ศึกษาแนวทางการแก้ปัญหากรณีการปลดแรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากเป้นกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบอันดับต้นๆ โดยมีมาตรการต่างๆ ออกมา อาทิ สศอ.อยู่ระหว่างพัฒนาระบบการยกระดับทักษะฝีมือแรงงานแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นการยกระดับ ปรับเปลี่ยนทักษะฝีมือแรงงาน เพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 และมีระบบสารสนเทศเพื่อการนำเข้าและส่งผ่านข้อมูลระหว่างหน่วยงาน คาดว่า จะเริ่มนำร่องกับสถานประกอบการที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมก่อน
ขณะเดียวกันจะเร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ไทยเคยมีศักยภาพ มีแรงงานและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องเป็นจำนวนมาก แต่ต้องได้รับการพัฒนาและยกระดับไปสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ ซึ่งขณะนี้สศอ. อยู่ในระหว่างจัดทำมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งมีเป้าหมายในการผลักด้นให้ไทยเป็นผู้นำในการผลิตและการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะในอาเซียน โดยมีเทคโนโลยีเป็นของตนเองภายในปี 73 มีมาตรการย่อยต่างๆ อาทิ การสร้างนวัตกรรมให้กับผลิตภัณฑ์ การยกระดับห้องปฏิบัติการทดสอบ
นอกจากนี้จะใช้โอกาสผลกระทบจากสงครามการค้า ส่งผลให้หลายๆประเทศที่อยู่ในจีน และสหรัฐ ต้องการย้ายฐานการลงทุนมายังประเทศอื่น ซึ่งกระทรวงอุตฯ จะดึงดูดการลงทุนใหม่จากต่างประเทศ ที่ต้องการย้ายฐาน โดยพุ่งเป้าไปที่บริษัทที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า และต้องการจะย้ายหรือขยายฐานการลงทุน ซึ่งจะเร่งโรดโชว์ในประเทศต่างๆ เพื่อชักจูงและดึงดูดการลงทุนใหม่ และได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดทำร่างกรอบแนวทางการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของการลงทุนเพื่อชักจูงและรองรับการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติมายังประเทศไทย ประกอบด้วยมาตรการด้านต่างๆ ตามที่ได้ทราบแล้ว

