“สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย” จัดตั้งขึ้นตามพ.ร.บ.สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2562 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา เป็นองค์กรสำคัญในการทำงานร่วมกับภาคเอกชน รัฐบาล และภาคประชาชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล การพัฒนาบุคคลากรด้านดิจิทัล ให้เกิดการประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยได้รับการโอนกิจการจากสมาคมสมาพันธ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย (The Thai Federation of ICT Technology Association หรือ TFIT)
ปัจจุบันมีสมาชิกที่เป็นสมาคมด้านอุตสาหกรรมดิจิทัล 22 สมาคม โดยมีบุคคลและนิติบุคคลกว่า 4,000 ราย อยู่ภายใต้สมาคมเหล่านี้ ครอบคลุมธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัล ทั้งด้านฮาร์ดแวร์ อิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบด้านซอฟต์แวร์ ด้านบริการดิจิทัล ด้านดิจิทัลคอนเทนต์และด้านบริการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการสื่อสารในระบบดิจิทัล
สำหรับบทบาทและหน้าที่ของสภาดิจิทัลฯ นอกจากเป็นตัวแทนของสมาชิกผู้ประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัลในการเสนอความเห็น ประสานงาน และสนับสนุนการดำเนินงานด้านนโยบายระหว่างภาครัฐและเอกชน เกี่ยวกับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัลแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาขีดความสามารถทั้งของบุคลากรและผู้ประกอบธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมดิจิทัลให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล รวมทั้งส่งเสริมและกำกับดูแลให้เกิดคุณภาพ มาตรฐาน และจรรยาบรรณในการประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัล ตลอดจนควบคุมดูแลให้สมาชิกปฏิบัติตามข้อบังคับของสภาและกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัล
ยุทธศาสตร์สำคัญของการก้าวสู่ยุค 4.0 ผ่านสภาดิจิทัลฯคือการมุ่งเน้นการร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัลมิติต่างๆ ซึ่งการขับเคลื่อนของสภาดิจิทัลฯไม่ได้มีแต่ผู้ประกอบการด้านธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเปิดให้มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้ามามีบทบาทในการวางยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาประเทศให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากด้านต่างๆรวม 6 คน ได้แก่
1.รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี วงษ์มณฑา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิเทศศาสตร์ 2.ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคม 3.นายแก้วสรร อติโพธิ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายดิจิทัล 4.พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านธุรกิจการดูแลด้านสุขภาพ 5.นายรุจิระ บุนนาค กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์ และ 6.ศาสตราจารย์ วิริยะ นามศิริพงศ์พันธ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านส่งเสริมสิทธิประชาชนอย่างทั่วถึง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแต่ละท่าน ล้วนเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ที่จะทำให้เชื่อมั่นได้ว่าการผลักดันยุทธศาสตร์ต่างๆ เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

การพัฒนาด้านดิจิทัล ถือเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน และใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ใช้กำลังคนและเงินทุนมหาศาล โดยการขับเคลื่อนของสภาดิจิทัลฯต้องประกอบด้วยทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ผู้ใช้งานดิจิทัล รวมทั้งภาคสังคม ที่ทุกกลุ่มต้องเล็งเห็นประโยชน์ของสภาดิจิทัลและร่วมกันขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาด้านต่างๆ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของสังคมโดยรวมและประเทศชาติเป็นสำคัญ
รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิเทศศาสตร์ ให้ความเห็นว่า สภาดิจิทัลฯมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทั้งด้านเทคโนโลยี ธุรกิจและสังคม โดยประชาชนจะเข้าถึงเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้นและหมายถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามมาด้วย โดยโครงสร้างคณะกรรมการสภาดิจิทัลฯที่มาจากสาขาวิชาชีพที่แตกต่างกัน และครอบคลุมทุกภาคส่วน ทำให้มั่นใจได้ว่าการขับเคลื่อนแนวทางต่างๆจะไม่ใช่เพื่อเอื้อกลุ่มธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง เพราะมีการถ่วงดุลอำนาจอยู่แล้วเช่นเดียวกับ ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคม ที่ให้ความเห็นถึงบทบาทของสภาดิจิทัลฯต่อสังคมไทยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและแรงมาก ส่งผลกระทบทั้งด้านบวกและลบ ซึ่งสภาดิจิทัลฯจะมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมทั้งสังคมผู้ประกอบการ สังคมผู้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลและสังคมผู้ด้อยโอกาส กับภาครัฐ เพื่อร่วมขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาไปด้วยกัน โดยในมิติสังคม จะส่งเสริมการพัฒนาเพื่อลดช่องว่างในสังคม และสนับสนุนด้านการศึกษาให้เกิดความรู้ความเข้าใจและเข้าถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์
ขณะที่ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านส่งเสริมสิทธิประชาชนอย่างทั่วถึง ซึ่งถือเป็นตัวแทนของผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส กล่าวว่า สภาดิจิทัลฯจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศครั้งใหญ่ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดความเท่าเทียมกันของคนในสังคม โดยเฉพาะผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ที่เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตมากขึ้น ซึ่งต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาทักษะเท่าทันโลก และรู้จักใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

ด้านม.ร.ว.นงคราญ ชมพูนุท รองประธานสภาดิจิทัลฯ ยืนยันว่า สภาดิจิทัลฯจะเป็นศูนย์กลางการรวมตัวของภาคเอกชนที่จะมีโอกาสเข้ามาร่วมคิดร่วมพัฒนา และมีส่วนร่วมในการเสนอแนวทางการกำหนดนโยบายต่อภาครัฐ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งจะเกิดพลังและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนมากกว่าต่างคนต่างทำโดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งหรือสมาคมของแต่ละอุตสาหกรรมเอง โดยเชื่อมั่นว่าโครงสร้างคณะกรรมการสภาดิจิทัลฯจะมีกลไกตรวจสอบการดำเนินงานได้อย่างโปร่งใส โดยไม่เปิดให้ทำอะไรที่เอื้อประโยชน์เฉพาะผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งอย่างแน่นอน

ด้านนายนนทวัตต์ สาระมาน นายกสมาคมคมส่งเสริมนวัตกรรมเทคโนโลยีไซเบอร์ หรือ CIPAT ในฐานะกรรมการสภาดิจิทัลฯ กล่าวว่า การมีสภาดิจิทัลฯจะเป็นการสร้างชาติด้วยดิจิทัล ให้คนไทยเป็นหนึ่งเดียว โดยใช้ดิจิทัลลดความเหลื่อมล้ำ และกระจายรายได้สู่ชุมชนด้วยดิจิทัล ทำให้คน เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ มีความสมดุลกัน เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนในชาติ

จากมุมมองที่หลากหลายดังกล่าว ทำให้ได้ข้อสรุปว่า เมื่อโลกไม่สามารถปฏิเสธเทคโนโลยีดิจิทัลไปได้ สิ่งที่ดีที่สุด คือ การยอมรับและก้าวตามให้ทันโลกดิจิทัลและเรียนรู้การใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการพัฒนาประเทศที่ต้องยกระดับศักยภาพเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และพัฒนาประเทศเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

