“สุริยะ”เดินสายดึงเมืองรอง- เอสเอ็มอีญี่ปุ่นลงทุนไทย พร้อมเปิดห้องเจรจาสิทธิประโยชน์เฉพาะราย

26.09.19 | 12:11 น.

“สุริยะ”เดินสายดึงเมืองรอง- เอสเอ็มอีญี่ปุ่นลงทุนไทย พร้อมเปิดห้องเจรจาสิทธิประโยชน์เฉพาะราย เร่งแก้ทุกอุปสรรคการลงทุน ด้านนักลงทุนญี่ปุ่น ยังห่วงไทยขาดแคลนแรงงานเชี่ยวชาญ ด้านมิซซูฯบอกไม่เปลี่ยนใจปักหลักลงทุนไทย

เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ที่เมืองโทยามะ ประเทศญี่ปุ่น นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยถึงการหารือนักลงทุนญี่ปุ่น ในสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (ไคดันเรน) และนายทาคากากาซุ อิชิอิ ผู้ว่าราชการจังหวัดโทยามะว่า ได้ยืนยันกับนักลงทุนญี่ปุ่น หากบริษัทใดมีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรเป็นการเฉพาะในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย สามารถเข้าไปพบตนที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้ตลอดเวลา ยินดีรับฟังข้อเสนอ ตอบโจทย์การลงทุน สอดรับกับนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่เน้นดึงการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายแบบเฉพาะราย (เทเลอร์ เมด) และรัฐบาลชุดนี้พร้อมต่อยอดศักยภาพ และเพิ่มการแข่งขันของประเทศ เพื่อตอบสนองนักลงทุนทุกมิติ

โดยการเดินทางมาเยือนจังหวัดโทยามะในครั้งนี้ มีเป้าหมายที่จะเข้ามาเจาะเมืองรอง เน้นไปที่กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้านเทคโนโลยีของญี่ปุ่น เพราะบริษัทขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยเกือบหมดแล้ว โดยปัจจุบันบริษัทญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยมากกว่า 6,000 กิจการ และพบว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(เอฟดีไอ) ของไทยนักลงทุนญี่ปุ่นยังคงเข้ามาลงทุนเป็นอันดับ 1 โดยยืนยันกับนักลงทุนถึงศักยภาพของไทยซึ่งได้มีรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากเลือกตั้งที่มีความมั่นคงและมุ่งเน้นนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่วางเป้าพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายและมีโครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ(อีอีซี)เพื่อเป็นประตูเชื่อมการค้าและการลงทุนไปยังประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) โดยคาดหวังว่า นักลงทุนญี่ปุ่นจะเลือกไทยในการเข้าไปลงทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจังหวัดโทยามะ ที่มีบริษัทเข้าไปลงทุนในไทยแล้วทั้งสิ้น 65 บริษัท ซึ่งตั้งเป้าหมายที่จะให้การลงทุนเพิ่มเป็น 100 บริษัทในปี 64″

ส่วนการหารือกับผู้บริหารบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์นั้น ฝ่ายมิตซูบิชิฯ ยังยืนยันขยายการลงทุนในไทยต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาได้ยื่นขอบีโอไอ ลงทุนเรื่องรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้ว รวมทั้งยังได้หารือกับผู้บริหารบริษัทมิตซูบิชิ อิเล็คทริค ซึ่งได้บอกว่า มิตซูบิชิ อิเล็คทริค ได้เข้ามาลงทุนในไทยมานาน และไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะในสินค้าเครื่องปรับอากาศ และลิฟท์โดยสาร ที่ได้ส่งไปขายทั่วโลก และกำลังมองหาขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆที่เชื่อมโยงด้านเทคโนโลยีไอทีบริหารจัดการควบคุมโรงงานสมัยใหม่ หรือโรงงานอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ซึ่งจะเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของบริษัทที่จะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้หารือกับสมาพันธุรกิจญี่ปุ่น ซึ่งมีบริษัทชั้นนำจำนวน 33 บริษัท 46 ราย เข้าร่วมหารือ โดยผู้บริหารบริษัทไอบีเอ็ม พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านบุคลากรเทคโนโลยีไอที ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะประสานให้บริษัทสตาร์ทอัพด้านไอทีของไทย เข้ามาร่วมมือกับธุรกิจญี่ปุ่นมากขึ้น รวมทั้งจะหารือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เร่งพัฒนาบุคลากรด้านนี้ และมีบางรายขอให้ไทยปรับกฎเกณฑ์ในเรื่องที่กำหนดว่าหากจ้างผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ 1 ราย จะต้องจ้างคนงานไทย 4 ราย ซึ่งเป็นอุปสรรคในการนำผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นเข้ามาทำงานที่ไทย ซึ่งในเรื่องนี้หากบริษัทญี่ปุ่นที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก บีโอไอ ก็สามารถยกเว้นกฎเกณฑ์นี้ได้

Advertisement

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้จังหวัดโทยามะได้ลงนามกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.)ในการร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมโดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี) และยังมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจนักลงทุนญี่ปุ่นและไทยซึ่งการมาพบปะและหารือกับผู้ว่าจังหวัดโทยามะได้ดำเนินการต่อเนื่องปีนี้เป็นปีที่ 3 ซึ่งที่ผ่านมามีนักลงทุนจากจังหวัดโทยามะมาลงทุนในไทยแล้ว 65 บริษัทเป็นโรงงานทั้งสิ้น 35 แห่งซึ่งเป็นโรงงานประเภทอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มากสุดและเป้าหมายของการดึงการลงทุนจะมองไปที่อุตสาหกรรมแขนกล หุ่นยนต์อัตโนมัติ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่จังหวัดโทยามะมีศักยภาพ อย่างไรก็ตามยอมรับว่าการลงทุนจากญี่ปุ่นรายใหญ่ๆมาไทยเกือบหมดแล้ว จึงพยายามมุ่งเน้นมาเจาะเมืองรองของญี่ปุ่นให้มากขึ้นและเน้นวิสาหกิจขนาดกลางและย่อมหรือเอสเอ็มอีญี่ปุ่นที่มีนวัตกรรมค่อนข้างสูง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพบปะกับไคดันเรนทางนักลงทุนญี่ปุ่นได้ชื่นชมนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่มุ่งเน้นให้ไทยพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางแต่ได้ชี้ให้เห็นว่านโยบายดังกล่าวจะประสบความสำเร็จได้จะต้องมีการเมืองที่เข้มแข็งซึ่งนักลงทุนญี่ปุ่นบางรายกังวลกับความมั่นคงทางการเมืองของไทยที่รัฐบาลมาจากพรรคผสมหลายพรรค ซึ่งประเด็นดังกล่าวทางนายสุริยะได้ยืนยันว่ารัฐบาลไทยมีความมั่นคงแน่นอนซึ่งที่ผ่านมาแม้จะเปลี่ยนรัฐบาลแต่นโยบายการลงทุนไม่เคยเปลี่ยนแปลง ซึ่งนักลงทุนภาพรวมไม่ได้ห่วงประเด็นการเมืองเพราะคุ้นชินกับการลงทุนในไทยอยู่แล้ว

ขณะเดียวกันนักลงทุนยังต้องการให้เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อีอีซีให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ซึ่งนายสุริยะยืนยันว่าโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซีได้มีความคืบหน้าไปหลายโครงการแล้วโดยมั่นใจว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด ขณะเดียวกันการจะไปสู่ไทยแลนด์4.0 อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการที่ไทยต้องเร่งพัฒนาบุคคลากรรองรับเพื่อให้แรงงานตอบสนองยุค 4.0 ได้