หน้าแรก เศรษฐกิจ “แอสเสท เวิรด...

“แอสเสท เวิรด์ คอร์ป” ดึง 7 แบงก์ลงนามลงนามรับประกันขายหุ้น 4.8 พันลบ.

27.09.19 | 23:40 น.

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) (เอดับบลิวซี) เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ลงนามในสัญญาจัดจัดหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) มูลค่า 48,000 ล้านบาท โดยจัดสรรหุ้นทั้งหมด 8,000 ล้านหุ้น แก่นักลงทุนสถาบันในประเทศ นักลงทุนสถาบันต่างประเทศ และนักลงทุนรายย่อยในประเทศ แบ่งเป็นสัดส่วนนักลงทุนในต่างประเทศ จำนวน 53% และในประเทศอยู่ที่ 47% โดยการเสนอขายหุ้นไอพีโอ ของบริษัทฯในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเสนอขายหุ้นไอพีโอของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้บริษัทฯ มีโอกาสที่จะได้รับการคำนวณอยู่ในดัชนี SET50 หรือดัชนีที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 50 อันดับแรกของภาพรวมทั้งหมด

“สำหรับเงินที่ได้มาทั้งหมด 48,000 ล้านบาท จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ส่วนแรก 25,000 ล้านบาท จะใช้ในการลงทุนโครงการใหม่ที่มีผลการดำเนินงานอยู่แล้ว ส่วนอีก 20,000 ล้านบาท จะใช้สำหรับการปรับปรุงโครงการเดิม และที่เหลืออีก 3,000 ล้านบาท จะเก็บไว้เป็นกระแสเงินสดสำหรับการบริหารงานของบริษัทฯ โดยถึงแม้ว่ากำไรในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจะน้อยลงเรื่อยๆ แต่หากดูในส่วนของรายได้และกระแสเงินสดในช่วง 3 ปีมานี้ พบว่ามีการเติบโตมากกว่า 30% ในทุกปี ส่วนที่กำไรลดลงนั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้ บริษัทฯเป็นธุรกิจในครอบครัว ซึ่งเมื่อเตรียมที่จะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ก็ได้มีการปรับโครงสร้างหนี้ แต่ยังไม่ได้เพิ่มทุน โดยในอดีตเงินกู้มาจากผู้ถือหุ้น พอมีการปรับโครงสร้างหนี้ และเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 9,000 ล้านบาท เป็น 24,000 ล้านบาท จึงส่งผลกระทบต่อกำไรอันเกิดจากดอกเบี้ยขึ้น”นางวัลลภากล่าว

นางวัลลภา กล่าวว่า บริษัทฯได้ลงนามในสัญญาแต่งตั้งผู้จัดจำหน่าย และรับประกันการจำหน่ายและสัญญาซื้อขายหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ โดยมีผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ภัทรจำกัด (มหาชน) ส่วนผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ (Initia Purchasers) ได้แก่ Merrill Lynch (Singapore) Pte. Ltd. Morgan Stanley & Co. International plc. และ UBS AG, Singapore Branch โดยบริษัทฯได้เตรียมพร้อมในการเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ภายในต้นเดือนตุลาคมนี้

นางวัลลภา กล่าวว่า การเติบโตของบริษัทฯจะโตอย่างก้าวกระโดด เพราะเชื่อว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นต่ออย่างเนื่องจากการปรับอัตราค่าเช่า โดยในส่วนของโรงแรมในเมืองมีอันตราการเข้าพัก 92-95% บวกกับประเทศไทยยังเป็นจุดหมายลำกับต้นๆ ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติชื่นชอบ ราคาของห้องพักจึงสามารถปรับตัวขึ้นได้เพิ่มอีก ส่วน กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (รีเทล) ได้มีการเตรียมที่จะเพิ่มความเป็นไลฟ์สไตล์เข้าไปมากขึ้น ทั้งร้านอาหารและกิจกรรมต่างๆ ส่วนอาคารสำนักงานให้เช่ายังมีโอกาสเติบโตได้อีก เพราะผลสำรวจล่าสุดพบว่า ภาพรวมของตลาดในไตรมาส 1 อาคารสำนักงานให้เช่าเกรด 1 ซึ่งเป็นพอร์ตของบริษัทฯ มีอัตราว่าง 5.8% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 28 ปี จึงเชื่อว่าในอนาคต 3-5 ปีต่อจากนี้ บริษัทฯจะสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแรง เพราะมีโครงการใหม่ที่จะเข้ามาอีกจำนวนมาก โดยจะเน้นพัฒนาเองเป็นหลัก ทั้งในกลุ่มของโรงแรมที่คาดว่าจะเพิ่มจากเดิมที่มีอยู่ 4,400 ห้อง เป็น 8,500 ห้อง และกลุ่มรีเทลจาก 160,000 ตารางเมตร เป็น 410,000 ตารางเมตร ซึ่งบางส่วนจะมีรายได้เข้ามาหนุนกระแสเงินสดของบริษัทฯได้ในทันที

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

Advertisement

เพิ่มเพื่อน