เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม นายวิษณุ สนองเกียรติ ทนายความกลุ่มพิทักษ์สิทธิ์ลูกหนี้ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มพิทักษ์สิทธิ์ลูกหนี้ได้ไปยื่นหนังสือถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการดำเนินธุรกิจปล่อยกู้โดยมีทะเบียนรถเป็นหลักประกันของกลุ่มธุรกิจการเงินที่พบว่าเคยมีพฤติกรรมเอารัดเอาเปรียบประชาชน ด้วยการเรียกเก็บดอกเบี้ย รวมค่าธรรมเนียมและค่าบริการเงินกู้ในรูปแบบต่างๆ ที่สูงถึง 30-50% ต่อปี เกินกว่าที่กฎหมายกําหนด จากการตรวจสอบพฤติกรรมพบว่ามีการให้กู้ยืมเงินหรือกระทําการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการอําพรางการให้กู้เงิน เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนด หรือกําหนดข้อความอันเป็นเท็จในเรื่องเงินกู้ยืม ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 และพ.ศ.2560
นายวิษณุกล่าวว่า ที่ผ่านมากลุ่มพิทักษ์สิทธิลูกหนี้ได้รับการร้องเรียนจากลูกหนี้จํานวนมากของบริษัทแห่งหนึ่งว่า มีการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี จากการตรวจสอบ พบว่าบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทในเครือกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ภายใต้การกํากับของธปท.และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลโดยทั่วไปเช่นเดียวกับสถาบันการเงิน
“ธปท.ควรตรวจสอบอย่างเข้มงวดมาก และบรรเทาความเสียหายให้แก่ลูกหนี้ โดยสั่งให้บริษัทที่กระทําความผิดดังกล่าว คืนดอกเบี้ยส่วนเกินแก่ลูกหนี้ ทั้งในส่วนของพอร์ตลูกหนี้ รวมถึงลูกหนี้ที่ปิดบัญชีไปแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่า ธปท.มีการตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ ทั้งที่มีการร้องเรียนกันมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบจงใจ ละเว้น ไม่ดําเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่”นายวิษณุกล่าว
นายวิษณุกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีลูกหนี้ที่เป็นผู้เสียหายจำนวนหนึ่งเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรณีคิดดอกเบี้ยเอาเปรียบ ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งพนักงานสอบสวนมีหมายเรียกกรรมการและผู้ที่เกี่ยวข้องของบริษัทดังกล่าวหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ ดังนั้นพนักงานสอบสวนจะสรุปสำนวนส่งอัยการพิจารณาสั่งฟ้องต่อไป ทั้งนี้ ยังมีบริษัทขนาดใหญ่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีพฤติการณ์เดียวกัน ซึ่งทางกลุ่มพิทักษ์สิทธิ์ลูกหนี้ กำลังดำเนินการอยู่เช่นกัน

