นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ และหัวหน้าสายงานวิจัย บริษัท (บล.) เอเชียพลัส เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4 คาดว่าจะแกว่งตัวขึ้น จึงยังคงเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย ในปี 2562 ที่ระดับ 1,655 จุด และคาดว่าโอกาสที่จะเห็นดัชหนหลุดระดับ 1,600 จุด เป็นไปได้ยาก โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากเรื่องอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเชื่อว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในเดือน พฤศจิกายนนี้ จะมีการปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% ทำให้ส่วนต่างผลตอบแทนตลาดทุนกับตราสารหนี้มีมากขึ้น ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงมีความน่าสนใจมากขึ้น
“แนวโน้มตลาดที่ดูดีขึ้น มาจากพื้นฐานในประเทศ โดยคาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ได้ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 มาแล้ว ส่วนไตรมาส 3 คาดว่าจะมีกำไร 2.5 แสนล้านบาท และไตรมาส 4 จะเป็นช่วงจุดสูงสุดของหลายธุรกิจ โดยคาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนรวม อยู่ที่ 9.9 แสนล้านบาท ส่วนปีหน้าคาดไว้ที่ 1.05 ล้านล้านบาท แนวรับระดับ 1,600 และ 1,590 จุด เป็นจุดรับที่ดี ส่วนกรอบบนจำกัดที่แนวต้าน 1,660-1,680 จุด อีกทั้งประเทศไทยอาจได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือ (เครดิต) ประเทศ ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงน่าสนใจ และมีโอกาสเห็นเงินทุนโยกเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น แต่ยังคงเป็นเงินทุนในประเทศ จึงมองภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ อยู่ในลักษณะลงไม่ลึก แต่ขึ้นไม่ได้”นายเทิดศักดิ์กล่าว
นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับปัจจัยกดดันหลักๆ ยังเป็นเรื่องสงครามการค้าสหรัฐและจีน ที่มีน้ำหนักกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก เช่นเดียวกับข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและยุโรป แต่ผลกระทบอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากสินค้าจากยุโรปที่ถูกเก็บภาษีจะเป็นสินค้าเกษตร ไม่ใช่สินค้าหลักที่ไทยส่งออก และวงเงินที่ถูกเรียกเก็บภาษีมีไม่มาก ประมาณ 7,500 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงต้องติดตามกรณีการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (เบร็กซิท) ที่จะออกแบบไร้ข้อตกลงหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าโอกาสที่จะออกแบบไรข้อตกลงมีน้อยมาก เนื่องจากรัฐสภาของอังกฤษได้ออกกฎหมายให้ มีการเจรจาข้อตกลงในการถอนตัว หรือเลื่อนการขอถอนตัวออกไปก่อน
นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า ในส่วนของตัวงบประมาณปี 2563 ตลาดยังมีความคาดหวังว่า การพิจารณาจะเกิดขึ้นในวาระการประชุมแรกวันที่ 17 ตุลาคม 2562 ซึ่งคาดว่ากว่าจะแล้วเสร็จขั้นตอนต่างๆ น่าจะสามารถเบิกจ่ายได้ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2563 ทำให้ในระหว่าง 3 เดือนที่เหลือของปีนี้ งบประมาณในส่วนของโครงการลงทุน ที่จะก่อหนี้ผูกพันธ์ยังคงไม่มี ทำให้ยังไม่มีเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้มีการประเมินว่า ตัวงบประมาณที่ล่าช้าไป 3 เดือน จะทำให้เม็ดเงินหายไป 7-8 หมื่นล้านบาท หรือ 0.5% ของจีดีพี ซึ่งหากรวมเดือนมกราคม 2563 เข้าไปด้วย ก็จะทำให้เม็ดเงินหายไปเพิ่มขึ้น
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


