หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘เจ้าสัวธนินท...

‘เจ้าสัวธนินท์’ ขึ้นเวทีครั้งสำคัญเปิดตัว ‘ความสำเร็จดีใจได้วันเดียว’

7.10.19 | 20:38 น.

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่เดอะพอทอล บอลรูม อิมแพค เมืองทองธานี เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ร่วมกับ  สำนักพิมพ์มติชน จัดงานเปิดตัวหนังสือ “ความสำเร็จดีใจได้วันเดียว” ซึ่งเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ของ  นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายในงานนายธนินท์เดินทางมาร่วมพูดคุยถึงหนังสือดังกล่าว โดยมีผู้สนใจร่วมเข้าฟัง 800 คน

นายธนินท์ กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้ใช้เวลาในการสร้างสรรค์และผลิตหนังสือเล่มนี้นานกว่า 8 ปี เพื่อถอดบทเรียน และให้แนวคิดจากประสบการณ์ที่ได้สั่งสมมายาวนาน ผ่านเรื่องราวที่มีทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จ เส้นทางชีวิต วิธีคิด และการสร้างธุรกิจ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลัง โดยเฉพาะนักธุรกิจรุ่นใหม่ หรือสตาร์ตอัพ

“ก่อนหน้านี้ในชีวิตไม่เคยคิดทำหนังสือเรื่องนี้ แต่ผมไปอ่านหนังสือของแจ็ค เวลซ์ (อดีตซีอีโอของ บริษัทเจเนอรัลอิเล็กทริก)  เกิดการประทับใจว่าเขาสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ผมไปฟังคนเก่งอย่าง แจ็ค หม่า แห่งอาลีบาบา  ยกให้เขาเป็นอาจารย์  ยุคนี้คนเก่งในโลกนี้โผล่ขึ้นมาเรื่อย  เราสามารถเรียนลัดด้วยการไปคุยกับเขา ไปยกย่องเขาเป็นอาจารย์   คนเก่งไม่ปฏิเสธคนที่ยอมรับเขา พร้อมที่จะเรียนรู้จากเขา” นายธนินท์กล่าว

นายธนินท์กล่าวถึงเคล็ดลับในการมองโอกาสธุรกิจของเครือซีพีว่า คือ การเห็นตัวอย่างความสำเร็จจากตลาดอื่น แล้วเข้าไปศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อนำมาต่อยอด แต่ทุกธุรกิจที่เลือกมักเป็นธุรกิจที่คนทั่วไปมองว่ายากที่จะประสบความสำเร็จ อาทิ ธุรกิจร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ที่ซีพีให้ความสนใจ และได้เชิญเจ้าของแฟรนไชส์ชาวอเมริกันมา ดูตลาดเมืองไทยก่อนได้รับคำตอบว่า กำลังซื้อคนไทยยังต่ำ โอกาสธุรกิจยังไม่มี หากซีพีต้องการก็จะให้สิทธิ แต่เชื่อว่าจะไปไม่รอด

“แต่ผมรู้จักเมืองไทยดี แม้กำลังซื้อจะต่ำ ยอดขายต่อบิลของคนไทยต่ำกว่าคนอเมริกัน 15 เท่า แต่ ต้นทุนสร้างร้าน-ค่าแรงของไทยก็ต่ำกว่า 15 เท่าเช่นกัน แต่ก็มีหลายทำเลที่รายได้คนไทยสูงยอดขายต่อบิลจึงสูงกว่าอัตราเฉลี่ย และในที่สุดก็ประสบผลสำเร็จจริง เป็นธุรกิจที่มีอนาคต ที่ผมคิดแบบนี้ เพราะมั่นใจว่าอะไรก็ตามที่ทำให้คนสะดวกขึ้นทั้งเทคโนโลยีและร้านค้า จะเป็นธุรกิจที่ต่อยอดได้”เคล็ดลับความสำเร็จของซีพีคือ การเลือกทำธุรกิจที่ยาก แต่มีอนาคต เพราะหากประสบความสำเร็จคู่แข่งจะตามไม่ทัน ยกตัวอย่างในอดีตเนื้อไก่แพงกว่าเนื้อหมู เพราะ เกษตรกรไทย 1 คนเลี้ยงไก่ได้ 50 ตัว ทำให้กลายเป็นสินค้าราคาแพงมีกินเฉพาะช่วงเทศกาล แต่เมื่อซีพี   สามารถทำให้เกษตรกร 1 คนเลี้ยงไก่ 10,000 ตัวสำเร็จ ราคาเนื้อไก่ก็ถูกกว่าเนื้อหมู เป็นโปรตีนราคาถูกที่ผู้มีรายได้น้อยสามารถบริโภคได้

Advertisement

ส่วนช่วงที่วิกฤติ ที่สุดในชีวิต คือ ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ทำเอามืดแปดด้าน เพราะหนี้สกุลเงินต่างประเทศเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เป็นสถานการณ์ที่นักธุรกิจไทยไม่เคยคาดคิดมาก่อน เช่นเดียวกับธุรกิจซีพี พี่น้องทั้ง 4 คน (จรัญ, มนตรี ,สุเมธ และธนินท์) มีความวิตกกังวลอนาคตของเครือซีพี  ตนจึงหาทางออกโดยสัญญาว่าจะรักษาธุรกิจเกษตร ซึ่งเป็นธุรกิจดั้งเดิมของพี่ๆเอาไว้ และขายธุรกิจใหม่ที่ตนเองเป็นผู้บุกเบิก ได้แก่ แม็คโคร โลตัส ซึ่งเนื่องจากเป็นกิจการที่มีอนาคต และบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การขายกิจการทั้งสองได้ราคาสูง พอที่จะนำเงินมาชำระหนี้สกุลต่างประเทศจนหมด ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญว่า ในช่วงที่ธุรกิจรุ่งเรืองการขยายกิจการต้องทำอย่างมีคุณภาพ และมีอนาคตเพราะเมื่อหากเกิดวิกฤติยังสามารถตัดขายได้ราคา

ส่วนธุรกิจที่เพิ่งบุกเบิกอีก 2 บริษัท ยังคงรักษาไว้ บริษัทแรกคือ เทเลคอมเอเชีย (ปัจจุบันคือทรู คอร์ปอเรชั่น) ที่ได้ลงทุนไปในเทคโนโลยีที่มีอนาคต คือเคเบิลใต้น้ำ และสามารถต่อรองกับแบงก์เจ้าหนี้ต่างชาติ ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ โดยเจ้าหนี้มีเงื่อนไขว่า ตนต้องมีตำรงตำแหน่งซีอีโอ ซึ่งในที่สุดได้ให้นายศุภชัย (เจียรวนนท์ ลูกชาย) เข้ามาเป็นซีอีโอ แต่หลังจากนั้นอีก 2 ปี เทคโนโลยีเคเบิลใต้น้ำที่ลงทุนไว้มหาศาลกลายเป็นสิ่งล้าสมัย เนื่องจากมาถึงของอินเทอร์เน็ต  นั่นเป็นสิ่งที่ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ อยากจะย้อนเวลากลับไป เพราะหากตัดสินใจขาย เทเลคอมเอเชีย เพียงบริษัทเดียว  ก็จะได้เงินมากพอมาชำระระหนี้ โดยไม่ต้องขาย แม็คโคร โลตัส

ส่วนอีกบริษัทคือ เซเว่นอีเลฟเว่น นอกจากไม่ขายแล้ว ยังลงทุนขยายเพิ่มโดยใช้เงินที่เหลือจากการชำระหนี้  เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้พนักงาน ว่าเครือซีพีไม่ให้หดตัวลง ส่งผลให้เซเว่นสามารถใช้จังหวะเวลาช่วงนั้นขยายตัวจนยิ่งใหญ่ทุกวันนี้  จนซื้อห้างแม็คโครกลับมาได้

“วิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนที่ทำให้รู้ว่าอย่าหยุดนิ่ง ทั้งตอนรุ่งเรือง ต้องหาทางรับมือ หากธุรกิจนั่นล้มและตอนที่ล้มต้องหาทางรับมือ เพื่อกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ทุกอย่างมีล้มและพลาดได้ที่สำคัญ อย่าตาย เอาชีวิตให้รอดไว้ เพราะเราเสียเวลากับการเล่าเรียนไปเยอะ ตายไปแล้วก็ไม่ช่วยทำให้อะไรดีขึ้น” นายธนินท์กล่าว

นายธนินท์ ยังกล่าวถึงกรณีของโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบิน ประกอบด้วย สนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา มองว่าเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยง แต่มีโอกาสสำเร็จได้ถ้ารัฐบาลมีความเข้าใจ เพราะเรื่องนี้มีผลต่อเศรษฐกิจโดยตรง ซึ่งในการลงทุนในครั้งนี้เป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) ที่ต้องการนำจุดเด่นของภาคเอกชนมาลบกับจุดอ่อนของรัฐบาล แต่เงื่อนไขการร่วมประมูล (ทีโออาร์) ยังมีบางอย่างที่ไม่ใช่ รัฐควรมีส่วนในการรับผิดชอบร่วมกับเอกชน ถ้าจะเสี่ยงก็ต้องเสี่ยงด้วยกันไม่ใช่ให้เอกชนแบกรับอยู่ฝ่ายเดียว” นายธนินท์กล่าว

นายธนินท์กล่าวว่า เรื่องไฮสปีดเทรนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากในยุคที่ทุกอย่างจะต้องอาศัยความเร็ว ซึ่งในอนาคตคนที่ต้องการเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ อาทิ จังหวัดระยอง สามารถเดินทางมาถึงภายใน 45 นาที โดยอาศัยการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าความเร็วสูง หากภาครัฐยังมัวชักช้าอยู่และไม่ได้มองความสำคัญ ประเทศจะเกิดการถดถอยในที่สุดส่วนโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มองว่าถ้ายังไม่ทำให้เกิดอย่างเป็นรูปธรรมในเร็วๆ นี้ นักลงทุนจะย้ายฐานไปที่เวียดนามและอินโดนีเซียในที่สุด เนื่องอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว  เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมรถยนต์ก็เป็นอีกอุตสาหกรรมที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาไทยเป็นประเทศที่มีฐานการผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน แต่ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และถ้ารัฐบาลยังไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ในไทยทั้งหมด ก็คงจะใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีแบบเดิมๆ ผลิตรถยนต์ จนล้าสมัยไปในที่สุด ส่วนการลงทุนเทคโนโลยีใหม่ ก็จะย้ายฐานไปหาที่ผลิตรถอีวีในประเทศอื่นๆ อาทิ อินโดนีเซีย และเวียดนาม

“เราต้องรีบมีมาตรการดีๆ อย่าให้เขาย้ายฐาน ตรงนี้ผมว่ารัฐบาลยังมองไม่เห็นความสำคัญ  ปิโตรเคมีก็จะหายไป พวกอิเล็คทรอนิกส์ก็เริ่มย้ายฐาน ตอนนี้รถยนต์ และอิเล็คทรอนิกส์เป็นโอกาสอย่างยิ่ง ดึงคนมาลงทุน ยิ่งสหรัฐฯ และจีนมีปัญหากัน ยิ่งเป็นโอกาสของไทย ทำไมเรายังนอนหลับอยู่” นายธนินท์กล่าวในส่วนของการดูแลภาคเกษตร ที่เปรียบเสมือนสมบัติของชาติ ที่ไทยต้องปกป้องและนำมาใช้ประโยชน์เพิ่มมูลค่า เช่น อ้อย ที่สามารถนำมาเป็นเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้า เป็นชีวมวล และน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งภาครัฐต้องให้การสนับสนุน และผลักดันให้เกิดการลงทุนต่อยอด อุดหนุนเงินกับอุตสาหกรรมที่มีปัญหา กลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งมองว่าที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย ได้นำเงินสำรองระหว่างประเทศไปซื้อพันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาลต่างประเทศ อาทิ สหรัฐฯ ได้ดอกเบี้ยต่ำ ในขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต้องกู้ในอัตราดอกเบี้ยสูง แบงก์ชาติควรจะแบ่งเงินที่ไปซื้อบอนด์รัฐบาลต่างชาติ เพียง 10 % มาปล่อยกู้ช่วยเอสเอ็มอีไทยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการเปิดตัวหนังสือฯครอบครัวของนายธนินท์ นำโดยนางวรรณี เจียรวนนท์ รอสส์ นายณรงค์ เจียรวนนท์  นายศุภชัย เจียรวนนท์ และนางทิพาภรณ์ อริยวรารมย์  ได้ขึ้นมามอบดอกไม้ บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น หลังจากนั้น นายธนินท์ได้มอบหนังสือพร้อมลายเซ็นให้กับผู้อ่านที่โชคดีกว่า 50  คน