วันที่ 22 เมษายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นวันนี้ว่า หุ้นเคลื่อนไหวในแดนลบสลับบวก โดยเปิดตลาดภาคเช้ามาที่ระดับ 1,252.92 จุด ปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับ 1,241.24 จุด ก่อนปิดตลาดภาคบ่ายที่ระดับ 1,261.81 จุด ปรับเพิ่มขึ้น8.89 จุด หรือ 0.71% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,262.43 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,231.58 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 76,817.44 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น นักลงทุนสถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 49.74 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 1,063.56 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 2,755.84 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปในประเทศซื้อสุทธิ 1,642.54 ล้านบาท ในระหว่างวันดัชนีลบมากสุด 22.34 จุด และบวกมากสุดถึง 9.51 จุด
โดยนายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปิดในแดนบวก โดยดัชนีสามารถดีดตัว (รีบาวด์) ขึ้นในช่วงบ่าย หลังจากช่วงเช้าปรับระดับลงลึกกว่า22 จุด สาเหตุเพราะดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดเอเชีย ที่ตอนแรกเคลื่อนไหวในแดนลบอาทิ เกาหลี แต่หลังจากรัฐมนตรีเกาหลีได้ประชุมและสรุปเม็ดเงินที่จะอัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจเพิ่มเติม จากเดิมที่อัดฉีดไปแล้วกว่า 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนจะเพิ่มเติมเข้ามาอีก 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยภาคแรงงานในประเทศ คล้ายกับมาตรการเยียวยาผ่านการแจกงาน 5,000 บาท 3 เดือนของไทย ทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีที่ปรับลดลงหนักในวันที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมา ปรับระดับขึ้นมาได้ ส่วนภาพรวมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหภาพยุโรป ตัวเลขเริ่มนิ่งขึ้น และเริ่มผ่อนปรนความเข้มงวดในมาตรการล็อกดาวน์เพิ่มเติม
“ตลาดหุ้นไทย นอกจากจะฟื้นตามทิศทางตลาดหุ้นเอเชียและยุโรปแล้ว ยังได้บรรยากาศเชิงบวก จากการที่รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการขนาดเล็กและกลาง (เอสเอ็มอี) โดยได้รับข้อเสนอไว้ แม้ยังไม่ได้เห็นด้วยกับข้อเสนอเหล่านั้น แต่ได้มีการพิจารณาเห็นด้วยกับการกู้เงินขากธนาคารในประเทศ 70,000 ล้านบาท ตามพ.ร.ก.กู้เงินวงเงิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งการกู้เงินกับแบงก็มองว่าดี เพราะจากตอนแรกที่บอกว่าจะออกพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งพอออกพันธบัตร นักลงทุนก็จะไม่ซื้อตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้ เพราะเตรียมซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยกว่า และผลตอบแทนก็บอกมาว่าจะให้มากกว่าด้วย โดยความต้องการใช้เงินแบบรวดเร็ว ทำให้รัฐบาลยังไม่ออกพันธบัตร แต่จะกู้แบงก์แทน ซึ่งจะช่วยให้เงินจากตลาดหุ้นและตราสารหนี้ จะยังไม่ถูกดึงออกไป และการกู้แบงก์จะทำให้กลุ่มแบงก์ได้ประโยชน์ กำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยก็น่าจะปรับตัวดีขึ้น รวมถึงจะไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและค่าเงิน เพราะเป็นการกู้เงินในประเทศ” นายณัฐพลกล่าว

