“สุริยะ”เล็งหารือ”ศักดิ์สยาม-สนธิรัตน์”แก้ปัญหาท่าเรือ ท่อก๊าซ อุปสรรคพัฒนารับเบอร์ซิตี้
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยระหว่างเยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรมยางพารา(รับเบอร์ ซิตี้) อ.หาดใหญ่
รวม 1,248 ไร่ และโครงการนิคมอุตสาหกรรมสงขลาในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ อ.สะเดา จ.สงขลา รวม 629 ไร่ ว่า จากการตรวจเยี่ยมรับเบอร์ซิตี้พบว่ายังประสบปัญหาไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากนัก ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน 2 ส่วนหลัก คือ ท่าเรือสงขลาที่มีขนาดเล็ก ทำให้ไม่มีศักยภาพในการขนส่งทางเรือมากนัก อีกส่วนคือไม่มีท่อก๊าซธรรมชาติ ดังนั้นวันที่ 15 ตุลาคมนี้ จึงเตรียมหารือกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถึงถึงความเป็นไปได้ในการปรับปรุงท่าเรือสงขลาให้เป็นท่าเรือน้ำลึก รับการขนส่งทางเรือ และหารือนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ถึงความเป็นไปได้การก่อสร้างท่อก๊าซฯเข้าในภายในรับเบอร์ ซิตี้
“ยอมรับว่าการเลือกทำเลของรับเบอร์ซิตี้ ไม่ค่อยเหมาะสม น่าห่วงนะ แต่ตอนนี้เปิดดำเนินการแล้ว ต้องเดินหน้า โดยกรณีท่าเรือ และท่อก๊าซฯ เป็นปัญหาสำคัญของพื้นที่ที่ควรแก้ไขโดยด่วน ดังนั้นจะเร่งหารือ ส่วนจะเห็นความชัดเจนเมื่อไรยังตอบไม่ได้ ขอหารือก่อน มั่นใจว่าจะได้รับการแก้ไขจากทุกกระทรวง เพราะมีเป้าหมายเดียวกันคือ ยกระดับความเจริญในพื้นที่ผ่านการลงทุน เพราะจะทำให้เกิดการจ้างงาน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่”นายสุริยะกล่าว
น.ส.สมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) กล่าวว่า ปัญหาเรื่องท่าเรือสงขลาที่มีขนาดเล็กเกินไปแม้จะอยู่ใกล้เพียง47กิโลเมตร(กม.) ถือเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด โดยปัจจุบันท่าเรือที่รองรับได้คือ ท่าเรือปินัง ประเทศมาเลเซีย เป็นท่าเรือน้ำลึก ขนาดใหญ่ประเทศ แต่อยู่ไกลจากนิคมฯถึง 200 กม. จึงทำให้เกิดต้นทุนในการขนส่งอยู่ดี อีกประเด็นคือ ปัญหาท่อก๊าซฯต้องให้บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เข้ามาลงทุน ซึ่งปัญหานี้มีการสะท้อนมาระยะหนึ่งแล้ว นอกจากนี้อุปสรรคของพื้นที่ยังมีเรื่องปัญหาการข้ามแดนบริเวณด่านสะเดาที่ยังไม่ได้ความสะดวกมากนัก ปัญหาแรงงานที่ขาดแคลน ปัญหานวัตกรรมเพื่อยกระดับอุตสาหกรรม และปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้
น.ส.สมจิณณ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามที่ผ่านกนอ.ได้เดินหน้าพัฒนารับเบอร์ ซิตี้ อย่างเต็มที่ เพราะถือเป็นพื้นที่การลงทุนที่มีศักยภาพที่พร้อมรองรับผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับยางพาราและคลัสเตอร์ รวมถึงอุตสาหกรรมการผลิต เพื่อการส่งออกที่อยู่ในธุรกิจด้านโลจิสติกส์ ธุรกิจแปรรูปสินค้าเกษตร ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ธุรกิจผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงอุตสาหกรรมบริการ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลเพื่อเป็นการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในท้องถิ่น
น.ส.สมจิณณ์กล่าวว่า ปัจจุบันมีกลุ่มนักลงทุนจากหลายประเทศ อาทิ จีน มาเลเซีย และใต้หวัน แสดงความสนใจในการเข้ามาใช้พื้นที่ เพื่อขยายการลงทุน ในรับเบอร์ซิตี้ ที่กำหนดเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมรวม 629 ไร่ และปัจจุบันมีนักลงทุนเข้าลงทุนแล้ว 4 ราย ใช้พื้นที่กว่า 62 ไร่ โดยตั้งโรงงานผลิตในกลุ่มถุงมือยาง เครื่องนอนยางพารา และเป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ อาทิ โลจิสติกส์ นอกจากนี้ได้แบ่งพื้นที่โครงการโรงงานมาตรฐานให้เช่า 25 ไร่ สำหรับรองรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ซึ่งปัจจุบันมีเอสเอ็มอีเข้าประกอบกิจการเต็มพื้นที่เรียบร้อยแล้ว กิจการประเภท ยางรองส้นเท้า รองเท้าแตะ กรวยยางจราจร
“การลงทุนดังกล่าวมั่นใจจะช่วยรองรับผลผลิตยางพาราในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ ส่งผลให้เกิดการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ยกระดับผลผลิตราคายางให้สูงขึ้น เพิ่มความต้องการใช้ยางพารา เพิ่มขึ้นจากเดิม30,000 ตันต่อปี เป็น 200,000 ตันต่อปี ภายในปี 2566-67 และโรงงานมีความต้องการใช้ยาง จากเดิม 4,200 ตันต่อปี เป็น 42,000 ตันต่อปี มีสัดส่วนเป็นน้ำยางข้น 60% ยางแผ่นรมควัน 40%


