“บิ๊กตู่” ไฟเขียว “สุชาติ ชลศักดิ์พิพัฒน์” กลับไปนั่งผู้ว่าฯกทพ. ตามเดิม

11.10.19 | 21:20 น.

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือถึงผู้ว่าการ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) เรื่องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐประจำสำนักนายกรัฐมนตีกลับมาปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานเดิม

ทั้งนี้ ในหนังสือระบุว่า ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงยบแห่งชาติ(คสช.) ที่ 9/2562 ได้ยกเลิกประกาศ คสช. คำสั่ง คศช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. บางฉบับที่หมดความจำเป็น โดยในบัญชี 5 ท้ายคำสั่งดังกล่าวได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.เกี่ยวกับการกำหนดกรอบอัตรากำลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษเพื่อรองรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานอื่นของรัฐเพื่อส่วนราชการถือปฏิบัติ โดยข้อ 3 วรรค 5 ได้กำหนดในกรณีที่ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐประจำสำนักนายกฯผู้ใดดำรงตำแหน่งต่อไป ให้ปลัดสำนักนายกฯ โดยความเห็นชอบของนายกฯเป็นผู้พิจารณาดำเนินการเพื่อหใผู้นั้นกลับไปปฏิบัติงานที่หน่วยงานเดิมนั้น

บัดนี้ นายกฯได้พิจารณาเห็นชอบให้นายสุชาติ ชลศักดิ์พิพัฒน์ เจ้าหน้าที่ของรัฐประจำสำนักนายกฯ กลับมาปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการ กทพ.ในหน่วยงานเดิมได้ตามที่สำนักนายกฯเสนอ สำนักนายกฯจึงขอส่งตัวนายสุชาติ ชลศักดิ์พิพัฒน์ กลับมาปฏิบัติหน้าที่ ณ ต้นสังกัดเดิม ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรานงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ได้ลงนามในคำสั่งนายกฯที่ 10/2562 ให้นายสุชาติ ชลศักดิ์พิพัฒน์ ผู้ว่าฯ กทพ. ไปปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่ของรัฐประจำสำนักนายกฯ ตามกรอบอัตรากำลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ ในสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ แต่ยังคงได้รับค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์จากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และยังไม่พ้นจากตำแหน่งเดิมจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาเหตุการย้ายนายสุชาติ ชลศักดิ์พิพัฒน์ ไปปฏิบัติหน้าที่สำนักนายกฯครั้งนั้น มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าน่าจะมาจากเรื่องการเจรจาขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 ให้บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ล่าช้า หลังจากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ กทพ. แพ้คดี และต้องจ่ายเงินชดเชยให้ BEM เป็นเงินกว่า 4,000 ล้านบาท ในคดีที่ BEM ฟ้อง กทพ. ให้จ่ายเงินชดเชยรายได้ที่ลดลง เฉพาะช่วง 2 ปี(ปี 2542-2543) แต่หาก BEM ฟ้องร้องต่อไปจนถึงปี 2561 อาจส่งผลทำให้ กทพ. ต้องจ่ายเงินชดเชยรายได้อีก 75,000 ล้านบาท ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาข้อพิพาทดังกล่าว ที่ประชุมครม. จึงมีมติเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ให้กทพ.เจรจากับ BEM ให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว ต่อมาบอร์ด กทพ. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเจรจา กับ BEM แต่ปรากฏว่ามีเจรจามีความล่าช้ามาก

Advertisement