หน้าแรก เศรษฐกิจ ลงทุนนิคมฯสงข...

ลงทุนนิคมฯสงขลา อุปสรรคเพียบ-รอการแก้ไข

16.10.19 | 17:07 น.

ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมสงขลาในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ อ.สะเดา จ.สงขลา จำนวนพื้นที่ 629 ไร่ การลงพื้นที่ดังกล่าวเพื่อปลุกกระแสภาพรวมการลงทุนในพื้นที่ภาคใต้ให้คึกคัก


“ปัจจุบันนิคมฯได้พัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่อง คืบหน้าประมาณ 20% และคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ตามเป้าหมายในปี 2563 ขณะนี้พื้นที่ดังกล่าวมีนักลงทุนจากไทย จีน และมาเลเซีย เริ่มเข้ามาติดต่อและแสดงความสนใจแล้วประมาณ 5 ราย ใช้พื้นที่ลงทุนรวมมากกว่า 50 ไร่ โดยนักลงทุนอยู่ระหว่างตัดสินใจเข้ามาใช้พื้นที่เป็นฐานการผลิต เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีเส้นทางการเชื่อมโยงระบบขนส่งที่ครบวงจร สามารถส่งสินค้าผ่านด่านที่สำคัญของภาคใต้ไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นด่านสะเดาและด่านปาดังเบซาร์ เป็นด่านทางบกที่มีมูลค่าการค้าสูงสุด นอกจากนี้ ยังอยู่ใกล้ท่าเรือปีนัง และท่าเรือกลางของมาเลเซีย” สุริยะระบุ

ขณะที่ สมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวเสริมว่า ในอนาคตรัฐบาลจะมีการพัฒนาเส้นทางมอเตอร์เวย์ที่สามารถเชื่อมโยงนิคมฯยางพารา อ.หาดใหญ่ จะช่วยสร้างระบบคลัสเตอร์ยางพาราที่มีความสมบูรณ์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ตามนโยบายของรัฐบาลที่มี กนอ.เป็นผู้พัฒนาพื้นที่เพื่อเตรียมรองรับการลงทุน หลังจากรัฐบาลอยู่ระหว่างเร่งรัดการลงทุนตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนภายใต้โครงการไทยแลนด์ พลัส ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในช่วงที่เกิดปัญหาสงครามการค้า (เทรดวอร์) ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ทำให้มีนักลงทุนในจีนทั้งชาวจีนและต่างชาติ ต้องการพื้นที่ลงทุนใหม่ที่มีความพร้อม โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างเดินสายชักจูงการลงทุน (โรดโชว์) ไปยังประเทศต่าง อาทิ เกาหลี จีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน

ผู้ว่าการ กนอ.ยังระบุว่า นิคมฯสงขลาส่วนหนึ่งของเอสอีแซด ทาง กนอ.ได้จัดแบ่งโซนพื้นที่เป็นพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมทั่วไปเขตพาณิชยกรรม และโรงงานสำเร็จรูป ประมาณ 347 ไร่ ที่เหลือ 283 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่สาธารณูปโภคส่วนกลาง พื้นที่สิ่งอำนวยความสะดวก และพื้นที่สีเขียว ออกแบบภายใต้แนวคิดการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ที่ทุกภาคส่วนทั้งสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

Advertisement

อุตสาหกรรมเป้าหมายของนิคมฯสงขลา ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร กลุ่มอุตสาหกรรมยา กลุ่มกิจการขนส่งและกระจายสินค้า กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก/ผลิตภัณฑ์เคมีทางชีวภาพ และกลุ่มอุตสาหกรรมบริการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชน หากมีการใช้พื้นที่เต็มจำนวนแล้วจะทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3,400 อัตรา และก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนในจังหวัดสงขลา ประมาณ 13,800 ล้านบาท ในอนาคต

สำหรับนักลงทุน 5 ราย ที่แสดงความสนใจลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมสงขลา เนื้อที่รวมประมาณ 52 ไร่ แยกเป็นประเภทกิจการ ดังนี้ 1.จำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ในเขตพาณิชยกรรม 10-15 ไร่ 2.ธุรกิจขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ ในเขตอุตสาหกรรมทั่วไป 4-8 ไร่ 3.จำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ในเขตอุตสาหกรรมทั่วไป 3-4 ไร่ 4.ผลิตอุปกรณ์/ชิ้นส่วนยานยนต์ ในเขตอุตสาหกรรมทั่วไป 10 ไร่ และ 5.จำหน่ายน้ำมันในเขตพาณิชยกรรม 15 ไร่

อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าดังกล่าว อีกมุมหนึ่งยังทำให้เห็นปัญหาและอุปสรรค โจทย์สำคัญที่รัฐบาลชุดนี้ต้องแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2561 ที่เห็นชอบในหลักการการลงทุนให้จัดตั้งนิคมฯสงขลา พื้นที่รวม 927 ไร่ แบ่งเป็นระยะหนึ่ง (ฝั่งตะวันตก) 629 ไร่ และระยะสอง (ฝั่งตะวันออก) 298 ไร่

โดยระยะที่ 1 ใช้งบก่อสร้าง 870 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จวันที่ 8 ตุลาคม 2563 ปัจจุบันผลงานก่อสร้างได้ 20% ของงานก่อสร้างทั้งหมด อุปสรรคโครงการที่พบเจอในปัจจุบัน คือ สภาพธรรมชาติของพื้นที่ที่มีฝนตกตลอดทั้งปี อาจมีผลให้งานก่อสร้างมีความล่าช้า ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างเร่งรัด นอกจากนี้ ยังเจอกับปัญหาการคัดค้านของประชาชนในพื้นที่ต่อการใช้ที่ดินโครงการนิคมฯสงขลา ระยะที่ 2 ซึ่งกรมธนารักษ์และจังหวัดอยู่ระหว่างการแก้ปัญหา

นอกจากนี้ นักลงทุนยังสะท้อนปัญหาการลงทุนในพื้นที่ว่า ประสบกับ 5 อุปสรรคใหญ่ ได้แก่ 1.ระบบสาธารณูปโภคไม่รองรับภาคการผลิต อาทิ ไม่มีแนวท่อก๊าซธรรมชาติผ่านนิคมฯ เพื่อรองรับกระบวนการผลิตหลัก 2.แรงงานในพื้นที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ 3.โครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงไม่พร้อมรองรับต่อการส่งออก 4.ปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณศุลกากรฝั่งไทยไปมาเลเซีย และ 5.ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

จะเห็นว่าการพัฒนานิคมฯสงขลาไม่ใช่เรื่องง่าย สารพัดปัญหาที่เจอ ต้องอาศัยฝีมือหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้าแก้ปัญหา ตรวจสอบข้อมูลนิคมฯอื่นที่อยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน และอยู่ในความรับผิดชอบของ กนอ. ได้แก่ นิคมฯสระแก้ว นิคมฯตาก และนิคมฯนราธิวาส พบว่า ต่างมีอุปสรรคมากน้อยต่างกันไป สะท้อนจากตัวเลขลงทุน และความคืบหน้าที่ยังไม่มาก โดยนิคมฯสระแก้ว พื้นที่ 660 ไร่ ก่อสร้างแล้ว 100% เปิดดำเนินการแล้ว และมีลูกค้าเข้าใช้พื้นที่จำนวน 3 ราย

นิคมฯตาก พื้นที่ 671 ไร่ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมมีมติเห็นชอบรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) วันที่ 15 สิงหาคม 2562 และกรมธนารักษ์อยู่ระหว่างการออกโฉนดและจะส่งมอบให้ กนอ.ภายในเดือนธันวาคม 2562 และนิคมฯนราธิวาส พื้นที่ 600 ไร่ อยู่ระหว่างการจัดซื้อที่ดิน โดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และปี 2563 ศึกษาความเป็นไปได้ และลู่ทางการตลาด

ล่าสุด สุริยะระบุว่าจะลงพื้นที่นิคมฯสระแก้วและนิคมฯตาก ภายในปีนี้ เพื่อกระตุ้นการลงทุน พัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ จึงเป็นอีกความหวังว่าการพัฒนาเอสอีแซดน่าจะกลับมาคืบหน้าอีกครั้งหรือไม่

เพราะถ้าภาครัฐขยับจริงจัง นักลงทุนน่าจะเชื่อมั่นและพร้อมลงทุนเช่นกัน