นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือแผนการขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงพลังงานว่า ได้มีการนำส่วนของนโยบายในการทำงานตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา บวกกับภารกิจของแต่ละหน่วยงานภายใต้กระทรวงฯ มาปรับปรุงใหม่ โดยได้มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานนำกรอบแนวทางที่เสนอให้ กลับไปศึกษาและทำใหม่ ก่อนจะกลับมาเสนออีกครั้ง เพื่อเป็นภาพรวมการทำงานของกระทรวงฯ โดยจะต้องมีแผนการทำงานระยะสั้น 3 เดือน 6 เดือน และแผน 1-2 ปีต่อไป เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนงานกระทรวงฯที่สอดรับกัน และเป็นประโยชน์มากที่สุด โดยทุกหน่วยงานภายใต้กระทรวงฯจะนำกรอบและรายละเอียดต่างๆ นำมาเสนอร่วมกันในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งกรอบเหล่านี้จะเป็นแผนงานหลักที่สำคัญของกระทรวงฯ ในการกำหนดยุทธศาสตร์การบริการดำเนินงานของกระทรวงฯ ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในนโยบาย
“ในปัจจุบันจำเป็นต้องมีนโยบายใหม่ ส่วนนโยบายเก่าที่ดีอยู่แล้วก็สานต่อไป และเพิ่มเติมในส่วนของนโยบายใหม่ให้ดีมากขึ้น อาทิ นโยบายพลังงานเพื่อทุกคนหรือเอ็นเนอร์ยี่ ฟอร์ ออลล์ การจัดตั้งโรงไฟฟ้าชุมชน มาตรการที่จำดันไปสู่อนาคตต่างๆ ซึ่งจะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นต่อไป เช่น การเป็นศูนย์กลางการค้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ของภูมิภาคอาเซียน การเป็นศูนย์กลางโรงไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน จะเดินหน้าไปต่ออย่างไรการปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ปี2561-2580 หรือ แผนพีดีพี 2018 จะต้องปรับให้เสร็จภายในระยะเวลาเท่าใด เป็นต้น โดยหากได้แผนดำเนินงานเหล่านั้นมาแล้ว จะต้องสอดรับกับการจัดทำแผนงบประมาณปี2564 ซึ่งในประมาณเดือนมกราคม 2563 ทุกกระทรวงจะต้องนำเสนอแผนการใช้งบประมาณปี 2564 ของแต่ละกระทรวง จึงถือโอกาสนี้ในการนำแผนทั้งหมดมารวมและเปลี่ยนผ่านไปถึงงบประมาณปี 2564 ซึ่งงบประมาณปี 2563 ก็พึ่งแล้วเสร็จไม่นานก็ทำปี 2564 ต่อเนื่องทันที ทำให้เห็นภาพของการเดินไปข้างหน้า และนโยบายของกระทรวงพลังงานยุคปัจจุบันว่า จะสอดรับกับแผนงบประมาณของปี 2564 ได้อย่างไร โดยได้มอบหมายให้นายกุลิศ สมบัติศิริปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นหัวหน้าทีมในการนำงานที่ทำทั้งหมดเข้าไปสู่การบริหารยุคใหม่ เช่น บิ๊กเดต้า และการนำปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการแผนและยุทธศาสตร์ของกระทรวงฯ ซึ่งจะเป็นการพัฒนาหรือปฎิรูประบบการทำงาน เพื่อก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 ให้มากขึ้น โดยระบบบิ๊กเดต้าก็ไม่ได้เป็นประโยชน์กับกระทรวงฯเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นประโยชน์กับประชาชนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆ เหล่านี้ด้วย รวมถึงยังสามารถเป็นส่วนหลังบ้าน ที่ใช้ติดตามมาตรการและเผยแผ่ข้อมูลเกี่ยวกับพลังงานที่เป็นประโยชน์ได้”นายสนธิรัตน์กล่าว
นายสนธิรัตน์กล่าวว่า นโยบายเร่งด่วนมีหลายเรื่องที่หารือกัน แต่จะชัดเจนมากที่สุดในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ โดยยกตัวอย่างเบื้องต้น เป็นเรื่องของน้ำมันดีเซลบี 10 การปรับปรุงแผนพีดีพี โรงไฟฟ้าชุมชน กองทุนอนุรักษ์ และการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เรื่องเหล่านี้ต้องเร่งรัดมากที่สุด โดยจะเห็นภาพรวมของงานทั้งหมดภายใน 3 เดือน ซึ่งการเห็นภาพเหล่านี้ สิ่งสำคัญคือ จะทำให้การขับเคลื่อนงานของผู้บริหารระดับสูงสอดรับกัน และลดความขัดแย้งของการทำงานในเชิงของการมีเป้าหมายไม่ตรงกันได้ สำหรับน้ำมันดีเซลบี 10 จะมีการปรับให้ใช้เป็นน้ำมันพื้นฐานในวันที่ 1 มกราคม 2563 และขับเคลื่อนปรับปรุงจำนวนหัวจ่ายน้ำมันให้ครบตามเป้าหมาย เพื่อครอบคลุมจำนวนหัวจ่ายน้ำมันบี10 ทั่วประเทศ และนำไปสู่การใช้น้ำมันบี 10 ประมาณ 57 ล้านลิตร ในไตรมาส 2 ของปี 2563 พร้อมใช้ซึ่งในวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้เริ่มใช้แผนด้านส่วนต่างจูงใจในการใช้น้ำมันบี 7 ,บี 10, บี 20 และในเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคมนี้ จะประกาศให้น้ำมันบี 100 เหลือเป็นน้ำมันมาตรฐาน 1 เกรดเท่านั้น จากตอนแรกที่มีด้วยกัน 2 เกรด โดยเชื่อว่าการหันมาใช่น้ำมันบี 10 จะเป็นส่วนช่วยให้ราคาปาล์มน้ำมันดูดีขึ้น และช่วยชาวสวนปาล์มที่ชัดเจนได้ ในส่วนของโรงไฟฟ้าชุมชน ในเดือนพฤศจิกายนนี้ จะมีการประกาศเงื่อนไขแผนปฏิบัติการเร่งรัด หรือควิกวิน (Quick Win) โครงการที่มีความพร้อมในการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชุมชนประมาณ 10 แห่ง ที่เคยยื่นขอใบอนุญาตจัดตั้งโรงไฟฟ้ากับทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ไว้แล้ว โดยคาดว่าจะเห็นโครงการนำร่องเกิดขึ้นได้ในช่วงครึ่งแรกของปี2563 สำหรับกรอบที่ 1 ของการส่งเสริมโรงไฟฟ้าชุมชน เพื่อที่จะเปิดให้เกิดการขับเคลื่อนโรงไฟฟ้าชุมชนไปสู่ฐานรากได้ โดยอยากเห็นควิกวินเกิดขึ้นภายในครึ่งแรกของปี 2563 ส่วนโรงไฟฟ้าชุนชนที่จะเกิดขึ้นจริงนั้น ดูตัวอย่างจากโรงไฟฟ้าชุมชนต้นแบบที่อำเภอ แม่แจ่ม จังหวัด เชียงใหม่ ใช้เวลาไม่เกินเดือนตุลาคม 2563 หลังจากการทำประชาคมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่านโยบายไม่ได้ช้า ทุกอย่างเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้
นายสนธิรัตน์กล่าวว่า สำหรับกรณีการดำเนินการรื้อถอนแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ขณะนี้ได้สั่งการให้เร่งสรุปแนวทางการดำเนินงาน เพื่อรื้อถอนแท่นขุดเจาะเดิม ซึ่งเป็นของบริษัท เชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด ซึ่งเป็นผู้ได้สิทธิ์สัมปทานเดิม โดยได้เน้นย้ำให้การดำเนินการต่างๆ ห้ามส่งผลกระทบกับการขุดเจาะก๊าสเดิม ภายใต้กรอบเวลา 180 วัน เพื่อเตรียมความพร้อมในการส่งมอบพื้นที่ให้กับผู้ชนะประมูลรายใหม่ ทั้ง 2 แหล่งนี้ คือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และบริษัท มูบาดาลา จำกัด ซึ่งทั้ง 2 แหล่งจะสิ้นสุดอายุสัมปทานในปี 2565 และ 2566 นอกจากนี้ ปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาแนวทางการแก้ปัญหา ซึ่งคาดว่าจะเห็นแผนชัดเจนภายใน 1-2 เดือนต่อจากนี้
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

