‘เคจีไอ’ ชี้หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว-ค้าปลีก รับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว (มีคลิป)

 

นายรักพงศ์ ไชยศุภรากุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์ บริษัท หลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในรายการคลุกวงหุ้นว่า ภาพรวมตลาดหุ้นประจำสัปดาห์นี้ ประเมินว่า ปัจจัยในประเทศอย่างมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2562 ที่ออกมา ทั้งมาตรการร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทย และเที่ยววันธรรมดาราคาช็อกโลก รวมถึงมาตรการระยะสั้นกลางและยาวทั้ง 16 มาตรการของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะส่งผลในเชิงบวกกับหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและค้าปลีก แต่เนื่องจากหุ้นกลุ่มค้าปลีกมีขนาดของธุรกิจที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้มาตรการที่ออกมาอาจจะไม่สามารถช่วยได้อย่างมีนัยยะสำคัญ จึงให้น้ำหนักไปที่หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวมากกว่า โดยมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่ออกมานั้น ถึงแม้จะมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่เชื่อว่าเมื่อบวกกับการท่องเที่ยวที่กำลังจะเป็นหน้าไฮซีซั่น ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มกลับเข้ามา รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมาทะลุ 1 ล้านคนแล้ว ก็น่าจะส่งผลดีต่อหุ้นในกลุ่มเหล่านี้ได้บ้าง อีกปัจจัยเป็นเรื่องการรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ในไตรมาสที่ 3 ซึ่งในช่วงนี้จะเป็นช่วงใกล้สิ้นสุดการรายงานผลประกอบการของกลุ่มธนาคารแล้ว โดยตัวเลขในภาพรวมออกมาถือว่าใกล้เคียงกับที่เคจีไอได้ประเมินไว้คือ มีโอกาสที่จะปรับลดลง ทั้งหากเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2561 และเทียบกับทั้งปี 2561 แต่เชื่อว่านักลงทุนและตลาดได้รับรู้เรื่องนี้กันมากแล้วว่า เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง ทำให้แน่นอนว่าผลประกอบการของไตรมาส 3 อาจจะปรับตัวลดลงได้บ้าง แต่ในส่วนของผลประกอบการที่เปรียบเทียบกับช่วงไตรมาสเดียวกันของปี 2561 มีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นได้บ้าง โดยเฉพาะในหุ้นที่มีสัญญาณบวกเข้ามา อาทิ หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและกลุ่มที่เกี่ยวข้อง

นายรักพงศ์กล่าวว่า สำหรับปัจจัยต่างประเทศ ปัจจัยหลักยังเป็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน (เทรดวอร์) ที่ตลาดพูดคุยถึงเรื่องนี้มาหลายเดือนมากแล้ว โดยล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่าน มีการเจรจาการค้าระหว่างกันเกิดขึ้น และสามารถตกลงกันเบื้องต้นได้ ในส่วนของการยุติภาษีที่จะปรับขึ้นในวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่ยังเป็นสถานการณ์ที่ถึงแม้จะดีขึ้นแล้ว แต่ก็ยังถือว่าดีขึ้นไม่สุด เนื่องจากจีนยังคงต้องการเจรจาร่วมกับสหรัฐอีก 1 ครั้ง ก่อนที่จะมีการลงนามในสัญญาระหว่างกัน ส่วนฝั่งสหรัฐเองก็มีการอนุมัติกฎหมายที่ค่อนข้างจะอ่อนไหวมาก ในเรื่องของการเข้าไปตรวจตราดูพฤติกรรมของจีนในการควบคุมการชุมนุมประท้วงในฮ่องกง ซึ่งเรื่องนี้อาจจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐยังดีได้ไม่เต็มที่ จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ในส่วนของแนวโน้มราคาน้ำมันต้องบอกว่า เป็นภาพที่ยังไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากหากสังเกตในช่วงที่ผ่านมาจะพบว่า หากมีข่าวเกี่ยวกับอุปทานที่ชะงักไป ทั้งในเรื่องของการโจมตีเรือขนส่งน้ำมันหรือแท่นขุดเจาะน้ำมัน ก็จะเห็นว่าราคาน้ำมันสามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้เพียง 1-2 วันเท่านั้น และก็จะถอยกลับลงมาที่เดิม ซึ่งเป็นการสะท้อนว่าการผลิตน้ำมันทั้งจากฝั่งสหรัฐที่เพิ่มขึ้น แต่กลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน (โอเปก) ยังคงควบคุมปริมาณการผลิตน้ำมันให้เหมาะสม เพื่อให้ราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสม แสดงให้เห็นว่าราคาน้ำมันคงปรับขึ้นไปได้ไม่มากนัก ในขณะที่สัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานพลังงานสากลได้มีการปรับลดประมาณการของอุปสงค์น้ำมันลง ทำให้ต้องยอมรับว่าราคาน้ำดูแล้วน่าจะมีทิศทางทรงตัวหรือปรับอ่อนตัวลงในสัปดาห์นี้

“ทิศทางเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (ฟัด์โฟลว์) ประเมินว่าอาจจะยังไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจนมากนัก เพราะสงครามการค้ามีสัญญาณที่เริ่มมีความหวังมากขึ้น แต่ว่ายังไม่ได้มีความชัดเจนเท่าที่ควร ซึ่งประเมินว่าน่าจะต้องรอให้มีการเจรจาการค้ารอบสุดท้ายเกิดขึ้นก่อน และสามารถลงนามในสัญญาร่วมกันได้จริงๆ จึงประเมินว่าในปี 2563 น่าจะมีภาพรวมที่ดูดีมากขึ้น สำหรับกลยุทธ์ที่แนะนำในการลงทุน ในภาพรวมเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ มีเรื่องการเจรจาการค้าเข้ามา ทิศทางของฟันด์โฟลว์น่าจะเริ่มกลับเข้ามาอย่างช้าๆ ในไตรมาส 4 จึงแนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุนในหุ้นที่มีข่าวดีเข้ามาแล้ว เช่น กลุ่มท่องเที่ยว เป็นต้น” นายรักพงศ์กล่าว

ส่วนหุ้นเด่นจะเป็นตัวไหน ต้องติดตามในรายการคลุกวงหุ้น!

บทความก่อนหน้านี้รัฐบาลอังกฤษย้ำ 31 ต.ค. ‘เบร็กซิท’ แน่ แม้นายกฯส่งจดหมายขอเลื่อนอียู
บทความถัดไปททท.ตรัง ‘ชวน’ นักท่องเที่ยวร่วมลงทะเบียน 100 เดียวเที่ยวทั่วไทย