หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘สมคิด’ กล่อม...

‘สมคิด’ กล่อมนักธุรกิจจีน 500 ราย ดึงลงทุนอีอีซี เผยไทยโดดเด่นสุดในอาเซียน

23.10.19 | 14:15 น.

 

วันที่ 23 ตุลาคม เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงาน“Strategic Partnership through the Belt and Road Initiative and the EEC” ที่โรงแรมโรงแรมโฟร์ ซีซั่น เซินเจิ้น สาธารณรัฐ ประชาชนจีน ที่มีนางอู๋ อี่หวน รองนายกเทศมนตรีเมืองเซินเจิ้น  ร่วมงาน โดยมีนักลงทุนจีนประมาณ 500 รายเข้าฟัง ว่า การสัมมนาครั้งนี้เพื่อสร้างความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์การลงทุนกับไทยให้มากขึ้น และถือว่าเป็นช่วงจังหวะที่ถูกต้องและถูกที่ เพราะกวางตุ้งและเซินเจิ้นวันนี้ ได้พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างน่าอัศจรรย์ กลายเป็นต้นแบบการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจีนยุคใหม่ไปแล้ว ทั้งในด้านการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาทางด้านวิทยาการและการเป็นผู้นำเชิงนวตกรรม อีกทั้งยังเป็นเบ้าหลอมสร้างผู้ประกอบการยุคใหม่ที่มีความสามารถและเป็นต้นแบบธุรกิจใหม่ระดับโลก ขณะที่ไทยมีนโยบายผลักดันไทยแลนด์4.0 ก็จะนำเลือกเซินเจิ้นเป็นต้นแบบไทยในการพัฒนาการนำไปสู่สิ่งใหม่ๆ

“ความโดดเด่นของกวางตุ้งและเซินเจิ้นนำมาซึ่งการได้รับมอหมายจากท่านประธานาธิบดีสีจิ้นผิงให้เป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญของ โครงการอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า(Greater Bay AreaหรือGBA) เพื่อให้เป็น Gate way เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของจีนยุคใหม่ทั้งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในและการสร้างสัมพันธ์กับโลกภายนอก ขณะที่ไทยกำลังขับเคลื่อนเขตพิเศษตะวันออก(อีอีซี)”นายสมคิดกล่าว

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีของไทยกับนางอู๋ อี่หวน รองนายกเทศมนตรีเมืองเซินเจิ้น

นายสมคิด กล่าวว่า การเดินทางมากวางตุ้งครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายสำคัญ 2 ประการด้วยกัน คือ ประการแรก เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างมณฑลกวางตุ้งกับประเทศไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นทั้งในระดับรัฐและระดับเอกชน หลังจากปีก่อน ได้เดินทางไปปักกิ่งเพื่อประชุมคณะกรรมการระดับสูง ว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้าการลงทุน และเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน (High level JC)  กับ  นายหวัง หย่ง มนตรีแห่งรัฐของจีน และได้เข้าพบหารือกับ นายหาน เจิ้ง รองนายกรัฐมนตรีจึน ซึ่ง GBA กำลังเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของจีนและเป็นหัวหอกสำคัญในการประสานสัมพันธ์กับนานาประเทศตามแนวดำริ belt and road ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประเทศไทยก็กำลังมีบทบาทนำในการสร้างความเชื่อมโยงในทุกมิติกับอนุภูมิภาคCLMVT(กลุ่มประเทศ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และไทย)   ด้วยการเป็นกำลังสำคัญในการจัดทำและขับเคลื่อน master plan หรือยุทธศาสตร์ร่วมของกลุ่มประเทศสมาชิกทั้ง 5 ในการประชุมยุความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง (ACMECS)

นายสมคิด กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของอนุภูมิภาคแห่งนี้ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรมนุษย์ และเป็น supply chain ที่สำคัญแห่งเอเชียในแทบทุกอุตสาหกรรม อีกทั้งยังจะเป็น land bridge หรือสะพานบกอันสำคัญที่เชื่อมต่อ2 ฟากฝั่งระหว่างคาบสมุทรอินเดียกับแปซิฟิก  ถ้าหากสามารถสร้างความเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง GBA กับกลุ่มประเทศ สมาชิก ACMECS อันประกอบไปด้วยกลุ่มประเทศCLMVT พลังผนึกระหว่างอนุภูมิภาคทั้งสองจะยังประโยชน์ กับทั้งสองฝ่ายต่อการพัฒนาร่วมกันไม่ว่าจะมองในมิติใดก็ตาม

Advertisement

ทั้งนี้ไทยจะเป็นข้อต่อสำคัญแห่งการเชื่อมโยงกับอาเซียนโดยรวมในอนาคต เพราะ CLMVTคือใจกลางบนแผ่นดินใหญ่ของอาเซียนนั่นเอง ทั้งนายหานเจิ้นและมุขมนตรีหวังหย่งต่างก็เห็นด้วย ทำให้ไปเยือนไทยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นำมาสู่ในการลงนามความร่วมมือระหว่างกวางตุ้งและ EEC อันเป็นเขตการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษของไทย ที่เป็นทั้งศูนย์รวมการผลิตและคมนาคมขนส่งทีสำคัญที่สุดของอนุภูมิภาคCLMVTผมเชื่อว่าการลงนรมความร่วมมือ(MOU) ฉบับนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการเป็นพันธมิตรในทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ ธุรกิจและ สังคม อีกทั้งจะสร้างความแน่นแฟ้นในภาคประชาชนกับประชาชนระหว่างกวางตุ้งกับไทย และกับอาเซียนโดยรวมในอนาคตซึ่งไทยมีบทบาทและเชื่อมโยงอาเซียนเป็นเศรษฐกิจเดียว

ส่วนอีกประการ เพื่อมาพบปะกับผู้ประกอบการธุรกิจและนักลงทุนของเซินเจิ้น ที่เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกแล้วว่ามีความก้าวหน้าทางวิทยาการและนวตกรรมที่ล้ำหน้าแห่งยุคในแทบทุกอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยไทยให้นำหนัก 3 เรื่องคือ ก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 เน้นพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ บนพื้นฐานนวัตกรรมใหม่ๆและเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างกัน  โดยไทยเตรียมลงทุน5จี เริ่มเปิดตัวปี 2563 และได้หัวเว่ยให้การสร้างโมเดลใหม่ๆ

นายสมคิด กล่าวว่า ใน 5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่องปี 2561 ขยายตัว 4.1% และแม้จะถูกกระทบจากภัยแห่งสงครามการค้า ก็ยังเป็นที่คาดการณ์ว่าการเติบโตในปี 2562 ยังอยู่ในช่วงร 2.7- 3.2 %ในขณะที่ดัชนีทางมหภาคทุกตัวก็อยู่ในเกณฑ์ที่เข้มแข็ง ไม่ว่าในด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ดุลย์การชำระเงิน ระดับหนี้สาธารณะ และความเข้มแข็งของตลาดเงินตลาดทุนของประเทศซึ่งเป็นเหตุให้ไทยได้รับการจัดอันดับด้านเศรษฐกิจมหภาค จาก IMD( International Institute for Management Development)  ในอันดับที่ 8 ของโลก ลฃฃแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความมุ่งมั่นในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่รัฐบาลได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องทั้งในการขจัดอุปสรรคทางธุรกิจ หรือ ease of doing business จนได้รับการเลื่อนขั้นจากอันดับที่ 46 มาสู่อันดับที่ 27 ในช่วงสองปีที่ผ่านมา หรือการกำหนดการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่เน้นวิทยาการและนวตกรรม การลงทุนในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ด้านโครงสร้างพื้นฐานครั้งสำคัญด้วยมูลค่าการลงทุนนับล้านๆบาทหรือการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษอีอีซี ที่เพียบพร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านกายภาพ โดยวันที่ 25 ตุลาคมก็จะมีการประกาศอันดับอีกครั้ง เชื่อว่าอันดับไทยดีขึ้น

นายสมคิด กล่าวต่อว่า ในด้านบุคลากรเป็นเบ้าหลอมแห่งการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเศรษฐกิจดิจิตอลโครงการอีอีซี และการขับเคลื่อนการปฏิรูปเหล่านี้เองที่ทําให้ไทยสามารถดึงดูดโครงการลงทุนจากต่างประเทศ มาลงทุนได้มากในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยมูลค่าเงินลงทุนในพื้นที่อีอีซี ที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน( BOI) ในปี 2561 ขยายตัว 130% ที่ระดับ 1.58 แสนล้านหยวน (หรือ 6.8 แสนล้าน บาท)  สําหรับการลงทุนจากจีนในอีอีซีตั้งแตปี 2561 ถึงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้มีมูลค่าสูงถึง 13,729 ล้านหยวน (หรือ 59,000 ล้านบาท) ต้องถือโอกาสนี้ขอบคุณนักลงทุนจีนที่เชื่อมั่นและลงทุนในอีอีซีของไทย หวังว่าจีนจะเดินทางเข้าไทยและเพิ่มการลงทุน โดยเฉพาะจากเซินเจิ้นที่ดูแล้วจะเด็กลงเรื่อยๆ จากเทคโนโลยีทำให้คนไม่มีวันแก่