นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.มีแนวคิดที่จะจัดทำเครดิตบูโรภาคชนบท เพื่อเป็นช่องทางในการสนับสนุนให้ประชาชนในชนบทที่ประกอบอาชีพต่างๆ เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน จะช่วยลดความเสี่ยงสำหรับผู้ประกอบการที่ให้บริการด้านสินเชื่ออีกทางหนึ่งด้วย โดยทุกวันนี้ ผู้ที่เข้าถึงแหล่งทุนจากสถาบันการเงินจะต้องถูกจัดเก็บข้อมูลหรือประวัติการขอสินเชื่อหรือการชำระหนี้ไว้ในศูนย์ข้อมูลเครดิตบูโร เพื่อใช้เป็นฐานในการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่สถาบันการเงินจะปล่อยสินเชื่อให้แก่บุคคลดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่เข้าถึงแหล่งทุนจากสถาบันการเงินนั้น จะเป็นกลุ่มคนเมือง
นายสมเกียรติกล่าวว่า อย่างไรก็ดีแม้ประชาชนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนจากสถาบันการเงินได้ แต่ส่วนใหญ่จะใช้แหล่งทุนจากกองทุนต่างๆที่ได้มีการจัดตั้งขึ้นกันเองในชุมชน อาทิ กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ กลุ่มสหกรณ์เพื่อการผลิต เป็นต้น ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ จะรวมกลุ่มจัดตั้งกองทุนขึ้นมาเอง แต่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล หรือ จัดตั้งเป็นสถาบันการเงินชุมชน ข้อมูลเครดิตต่างๆจึงไม่ได้มีการรวบรวมไว้ ดังนั้น จึงที่มาของแนวคิดการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเครดิตบูโรภาคชนบท
ทั้งนี้แนวคิดดังกล่าวได้รับความเห็นชอบเบื้องต้นจากระดับนโยบาย เพราะปัจจุบันไทยไม่มีข้อมูลเครดิตภาคชนบท แต่ต้องหารือในแนวทางปฏิบัติกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูลเครดิตบูโรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าว ซึ่งเร็วๆนี้ ธ.ก.ส.จะได้นัดหารือเพื่อหาแนวทางการจัดเก็บข้อมูลที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด
นายสมเกียรติกล่าวต่ว่า สำหรับหน่วยงานที่จะทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลนั้น ขณะนี้ ธ.ก.ส.คิดไว้ใน 2 แนวทางหลัก คือ ตั้งหน่วยงานขึ้นมาจัดเก็บในลักษณะเดียวกันกับศูนย์ข้อมูลเครดิตบูโร หรือ มอบให้ศูนย์ข้อมูลเครดิตบูโร เป็นผู้ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม เท่าที่ทราบ ตามกฎหมายจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเครดิตบูโร จะเก็บข้อมูลจากบุคคลที่กู้เงินจากสถาบันการเงินเท่านั้น ดังนั้น หากจะจัดเก็บข้อมูลจากภาคชนบท อาจจะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย
นายสมเกียรติกล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนภาคชนบทเข้าถึงแหล่งทุนจากกองทุนต่างๆที่จัดตั้งขึ้นเองภายในชนบทจำนวนมาก อาทิ กองทุนจากกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตกว่า 2.2 หมื่นกองทุน กองทุนจากกลุ่มสัจจออมทรัพย์หลายหมื่นกองทุน โดยกองทุนดังกล่าวยังไม่นับรวมกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเหล่านี้ ถือเป็นแหล่งทุนที่ยังไม่ได้มีการจัดเก็บข้อมูลเครดิตของผู้กู้อย่างเป็นระบบ
นายสมเกียรติกล่าวว่า สำหรับลูกค้าเกษตรกรของธ.ก.ส.เองนั้น ขณะนี้เริ่มสำรวจและจัดเก็บข้อมูลลูกค้าทั้งหมดว่า มีภาระหนี้เงินกู้จำนวนเท่าใด จากแหล่งใด และ มีความสามารถในการชำระหนี้อย่างไร จากนั้นจะนำมาจัดกลุ่มก่อนประเมินความสามารถในการกู้เงินในระยะถัดไปและให้ความช่วยเหลือสำหรับในกลุ่มที่ขาดศักยภาพ
“การเก็บข้อมูลนี้จะทำในช่วงที่ออกมาตรการพักชำระหนี้แก่ลูกค้า เพื่อสำรวจว่า ลูกค้ามีหนี้อื่นที่ไม่ใช่หนี้เงินกู้ของธนาคารหรือไม่ เพื่อนำมาประเมินถึงศักยภาพของลูกค้า หากรายใดต้องการความช่วยเหลือ เราก็จะได้เข้าไปช่วยปรับโครงสร้างหนี้ให้ แต่การเก็บข้อมูลของจะเป็นเฉพาะส่วนลูกค้า จะไม่เกี่ยวกับการเก็บข้อมูลเครดิตภาคชนบท”นายสมเกียรติกล่าว

