นายกิตติกร คิ้วคชา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ภูเก็ตแฟนตาซี จำกัด และบริษัท คาร์นิวัลเมจิก จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้ใช้เงินลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาท ในการเปิดตัวโครงการใหม่พิเศษ ได้แก่ “คาร์นิวัลเมจิก” ซึ่งจะมาในธีมปาร์คคาร์นิวัลสไตล์ไทยแห่งแรกและแห่งเดียวในโลก โดยได้วางตำแหน่งเป็นสวนสนุก ที่มีแนวคิดในการจัดงานรื่นเริงในรูปแบบเทศกาลความสนุกด้วยการนำงานวัดของไทยมาผสมผสานกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในมาตรฐานระดับโลก ที่สร้างสรรค์จากแรงบันดาลใจ และความปรารถนาที่จะสร้างสิ่งมหัศจรรย์ โดยคงเอกลักษณ์ของความเป็นไทย บนพื้นที่ 100 ไร่ ซึ่งตั้งเป้าให้เป็นแลนด์มาร์คหรือสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่สร้างแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้ามาในจังหวัดภูเก็ตมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยสร้างงานและเศรษฐกิจในท้องถิ่น รวมทั้งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาคให้ดีขึ้น ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบได้ในช่วงต้นปี 2563 พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายที่จะมีรายได้ปีละ 1,500 ล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยว 1-2 ล้านคน แบ่งเป็นสัดส่วนชาวต่างชาติ 70% ชาวไทย 30%
“กลยุทธ์ในการทำให้คาร์นิวัลเมจิกเป็นที่รู้จัก และเป็นแหล่งท่องเที่ยวแลนด์มาร์คสำคัญ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก จะเน้นไปที่การทำแผนสื่อสารการตลาดในเชิงรุก ทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ โดยเฉพาะจะมีการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ทั้งในและนอกประเทศ โดยมีกลุ่มเป้าหมายต่างชาติที่ชื่นชอบการมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยกว่า 40 ประเทศ นำโดย จีน อินเดีย รัสเซีย จึงจะมีการทำโรดโชว์ไปยังสถานที่สำคัญทั่วทั้งภูเก็ต และจังหวัดอื่นๆ ที่สำคัญทั่วประเทศ รวมทั้งตัวแทนบริษัททัวร์นำเที่ยวต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ ที่เป็นพันธมิตรมายาวนานกว่าพันแห่ง โดยคาร์นิวัลเมจิกถือเป็นความฝันและจินตนาการที่ต้องการจะมอบให้เป็นของขวัญ ให้กับชาวภูเก็ตและชาวไทยทุกคน โดยหวังว่าคาร์นิวัลเมจิกจะเป็นจุดท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่จะสร้างความตื่นตาตื่นใจ และสร้างความสนุกเพลิดเพลินให้กับผู้ที่มาเที่ยวชม รวมถึงสร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวไทยทุกคน” นายกิตติกรกล่าว
นายกิตติกรกล่าวว่า แม้สถานการณ์ท่องเที่ยวในภูเก็ตจากกลางปี 2561 ถึงปัจจุบัน จำนวนจะลดลงไปกว่า 30% ซึ่งถือว่ามากที่สุดในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวหลักที่มาเที่ยวไทยเป็นอันดับ 1 รองลงมาเป็นออสเตรเลีย และยุโรป ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยผลกระทบด้านสถานการณ์เรือล่มที่จังหวัดภูเก็ต ค่าเงินบาทแข็ง และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมถึงยังมีปัญหาด้านเศรษฐกิจในประเทศที่ทำให้คนไทยไม่ออกเดินทางท่องเที่ยวด้วย ซึ่งการเปิดคาร์นิวัลเมจิกครั้งนี้คาดว่าจะช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวกลับเข้ามาท่องเที่ยวในภูเก็ตมากขึ้นอีกครั้ง จากที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเข้ามาปีละ 12 – 13 ล้านคน สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจประมาณ 400,000 ล้านบาท
นายกิตติกรกล่าวว่า สำหรับโครงการคาร์นิวัลเมจิกเป็นธีมปาร์คคาร์นิวัลสไตล์ไทยแห่งแรกและแห่งเดียวในโลก ประกอบด้วย 4 โซนหลัก ได้แก่ โซนที่ 1 คือ คาร์นิวัลฟันแฟร์ (Carnival Fun Fair) ตื่นตาตื่นใจกับถนนช้อปปิ้ง ที่จะพบกับสินค้าคุณภาพนานาชนิดจากทั่วภูมิภาคทั่วไทย ในร้านค้ามากมายที่ออกแบบตกแต่งอย่างงดงามตระการตา สีสันสดใสสไตล์คาร์นิวัล ในบรรยากาศแห่งความรื่นเริงสุขสันต์ของเทศกาลต่างๆ นอกจากนั้น ยังมีเครื่องเล่นสำหรับเด็กๆ ได้สนุกสนานเพลิดเพลินระหว่างที่ คุณพ่อคุณแม่กำลังช้อปปิ้งอีกด้วย เช่น ถ้วยชาหมุน ชิงช้าสวรรค์ ขับรถแข่ง นั่งรถไฟ และม้าหมุนที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ
โซนที่ 2 ภัตตาคารเบิร์ดออฟพาราไดซ์ (Bird of Paradise) เป็นภัตตาคารบุฟเฟต์ที่สามารถรองรับ ผู้มาเยือน ได้มากถึง 3,000 ที่นั่ง ในบรรยากาศการรับประทานอาหารเสมือนอยู่ในสวนแห่งสวรรค์ รายล้อมด้วยรูปปั้นนกยูงที่ยิ่งใหญ่ ภายในติดตั้งระบบปรับอากาศพร้อมด้วยห้องโถงขนาดใหญ่ สามารถใช้จัดเลี้ยงส่วนตัวเฉพาะกลุ่มได้ทุกขนาด บริการเมนูอาหารเลิศรสกว่า 100 เมนู ซึ่งเป็นเมนูแบบตะวันตก และตะวันออก อาหารอินเดีย อาหารมังสวิรัติ และอาหารฮาลาล นอกจากนี้ ยังมีภัตตาคารหรู 3 ชั้นอีกแห่ง ในชื่อว่า “River of Bliss Luxury Restaurant” ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทศกาลลอยกระทง ภายในให้บริการอาหารแบบเซ็ตเมนูที่ลูกค้าเลือกเองได้ ในบรรยากาศ ที่เต็มไปด้วยกระทงที่สวยงาม และอีกหนึ่งไฮไลต์ของภัตตาคารแห่งนี้ คือ ลูกค้าที่จะมารับประทานอาหาร ที่ภัตตาคารแห่งนี้จะต้องมาตรงกลางของ “น้ำตกแห่งความสุข” (Happiness Falls) ที่บริเวณทางเข้าเพื่อขึ้น “เรือแห่งความสุขสำราญ” (Barge of Happiness) ซึ่งเรือจะลอยขึ้นเหนือจากพื้นประมาณ 7 เมตร เพื่อเข้าสู่บริเวณภายในภัตตาคาร
โซนที่ 3 คือ โรงละครริเวอร์ พาเลซ (River Palace) เป็นโรงละครขนาดใหญ่ ที่มีพื้นที่กว่า 16,000 ตรม. หรือ ประมาณ 10 ไร่ นับเป็นโรงละครที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็น 1 ในโรงละครที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยตัวอาคาร มีความยาวถึง 200 เมตร รองรับผู้ชมได้มากถึง 2,000 ที่นั่ง และภายในมีเวทีการแสดงที่กว้างถึง 70 เมตร สูง 22 เมตร พร้อมการแสดงบนเวทีในรูปแบบพาเหรดอินดอร์ที่ใหญ่ ที่สุดในโลก ในชื่อ “ริเวอร์คาร์นิวัล” (River Carnival) เป็นการแสดงพาเหรดที่ผสมผสานศิลปะไทยกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าด้วยกัน มีความยาวประมาณ 60 นาที ไฮไลต์อยู่ที่ ขบวนรถพาเหรดที่ยาวที่สุดในโลก มีความยาวถึง 70 เมตร หรือเทียบเท่ากับเครื่องบินจัมโบ้ A380 และพบกับความยิ่งใหญ่ทำลายสถิติโลก ของฉากเรือในขบวนแห่ และขบวนพาเหรดลอยฟ้าขนาดมหึมาที่ไม่มีใครสร้างมาก่อน พร้อมทั้งจอแอลอีดี ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา สำหรับการจัดการแสดงพาเหรดในโรงละครแห่งแรกของโลก เครื่องยนต์กลไกพิเศษ ระบบแสงและเทคโนโลยีสำหรับเอฟเฟกต์พิเศษที่ล้ำสมัยที่สุดในปัจจุบัน
และโซนที่ 4 คือ คิงดอมออฟไลทส์ (Kingdom of Lights) เป็นเมืองที่มีไฟประดับประดาสวยงามมากกว่า 40 ล้านดวงที่จะทำให้ทุกท่านได้เดินเที่ยวชมและสัมผัสกับแสงไฟที่สวยงามเหนือจินตนาการ ตื่นตาตื่นใจ ตลอดเวลา ไฮไลต์ของโซนนี้ คือ “River of Lights” ที่มีการนำดวงไฟหลายล้านดวงมาประดับบนโครงเหล็กดัด ลวดลายสวยงาม (Luminarie) ที่มีความยาวรวมถึง 50 กิโลเมตร เป็นรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย ล้อมรอบทะเลสาบ โดยลูกค้าสามารถเดินผ่านสะพานเข้ามาในโซนนี้ เพื่อชมความอลังการของดวงไฟหลายสิบล้านดวงแบบพาโนรามารอบทิศทาง
นายผิน คิ้วคชา ประธานกรรมการ บริษัท ภูเก็ตแฟนตาซี จำกัด และบริษัท คาร์นิวัลเมจิก จำกัด กล่าวว่า ภาครัฐในส่วนของมาตรการกระตุ้นในภาคการท่องเที่ยว ไม่อยากให้ทำออกมาแบบระยะสั้น 3-6 เดือน แต่อยากให้ออกมาในระยะยาว 1 ปีขึ้นไป เนื่องจากจะสามารถเอื้อประโยชน์ต่อการวางแผนเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาวได้ โดยเฉพาะประเทศหลักๆ ที่เป็นฐานนักท่องเที่ยวประจำที่เข้ามาเที่ยวไทย อาทิ จีน อินเดีย โดยหากออกมาเป็นมาตรการระยะสั้นจะสามารถช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวได้แค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น ไม่สามารถช่วยในระยะยาวอย่างยั่งยืนได้จริง



เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

