หน้าแรก เศรษฐกิจ เอสซีจีรับสภา...

เอสซีจีรับสภาพรายได้-กำไรรูด ปัจจัยโลกรุมเร้า-ก่อสร้างในประเทศหด ยันมะกันตัดสิทธิจีเอสพีไม่กระทบธุรกิจ

28.10.19 | 20:11 น.

เอสซีจีจุก 9 เดือนรายได้ลด10% กำไรหาย27% ปัจจัยโลกรุมเร้า ทั้งศก.โลก-ซัพพลายโลกเพิ่ม-ราคาน้ำมันผันผวน และในประเทศธุรกิจก่อสร้างชะลอตัวจากผลกระทบน้ำท่วม เร่งแต่งตัวธุรกิจแพคเกจจิ้งเข็นเข้าตลาดฯ ยันมะกันตัดสิทธิจีเอสพีไม่กระทบ

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อย 9 เดือนที่ผ่านมา(มกราคม-กันยายน2562) มีรายได้จากการขาย 331,803 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8% มีกำไร 24,910 ล้านบาท ลดลง 27% หากพิจารณาเป็นไตรมาส ผลการดำเนินงานของกลุ่มเอสซีจีไตรมาส 3/2562 มีรายได้จากการขาย 110,330 ล้านบาท ลดลง 10% มีกำไร 6,204 ล้านบาท ลดลง 35% เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลง ประกอบกับความกังวลของผลกระทบสงครามการค้า(เทรดวอร์) และเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องมีผลต่อส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ลดลง อีกทั้งรายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้ที่รอการตัดบัญชีอีก 1,063 ล้านบาท ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ และการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชี 762 ล้านบาท

“ทั้งปีนี้คาดรายได้ของเอสซีจีจะลดลงอยู่ระดับใกล้เคียงกับ 9 เดือนที่ผ่านมา เพราะในช่วงที่เหลือของปีนี้ภาพรวมธุรกิจชะลอลงตามวัฏจักรของฤดูกาลอยู่แล้ว ทั้งธุรกิจเคมีคอลส์ปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก และกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากประเทศมาเลเซีย อีกทั้งต้นทุนราคาอาจมีความเสี่ยงจากความตึงเครียดของประเทศแถบตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันต้นทุนวัตถุดิบผันผวนสูงแต่ความต้องการต่ำ ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจนับจากนี้ประเมินได้ยาก ต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ใกล้ชิด“นายรุ่งโรจน์กล่าว

นายรุ่งโรจน์กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้างยังเป็นช่วงขาลงจากปัญหาน้ำท่วมช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2562 ส่งผลให้การก่อสร้างชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ฐานสูง จากแรงกระตุ้นด้านอสังหาริมทรัพย์และการอุปโภคบริโภค

นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า ธุรกิจแพคกิจจิ้ง ล่าสุดเอสซีจีได้อนุมัติแผนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก(ไอพีโอ) ในนามบริษัท แพคเกจจิ้ง จำกัด(มหาชน) หรือ เอสซีจีพี ไม่เกิน 30% ของทุนชำระแล้ว และนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสร่วมลงทุน สามารถระดมทุนมาใช้รองรับการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเอสซีจียังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่สัดส่วนไม่ต่ำกว่า 70% และ เอสซีจีพี ยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของเอสซีจีตามเดิม ทั้งนี้จากตลาดแพคเกจจิ้งในอาเซียนมูลค่า 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2561 มั่นใจว่าธุรกิจแพคเกจจิ้งของเอสซีจีมีจะเติบโตสูงสามารถแข่งขันในภูมิภาคได้

Advertisement

กรณีสหรัฐตัดสิทธิพิเศษทางภาษี(จีเอสพี) สินค้าไทย นายรุ่งโรจน์กล่าวว่า ไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากธุรกิจของบริษัทไม่ได้อยู่ในรายการที่ถูกตัดจีเอสพี จะมีเพียงธุรกิจแพคเกจจิ้งบางส่วนที่อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมเล็กน้อย เห็นได้จากสินค้าและผลิตภัณฑ์เอสซีจีส่งออกไปยังสหรัฐสัดส่วนแค่ 5% ของสัดส่วนส่งออกทั้งหมด