ขณะนี้และอนาคตภายหน้า เทคโนโลยีใหม่จะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเผชิญกับคำครหาว่าเป็นประเทศที่ล้าหลังในแง่เทคโนโลยี ทั้งในภาคการผลิต ภาคเกษตรกรรม
ดังนั้น ภารกิจสำคัญที่ทุกรัฐบาลเข้ามาและจะต้องเร่งดำเนินการ คือการขับเคลื่อนด้านเทคโนโลยีและการนำมาใช้ให้เกิดขึ้นเพื่อสร้างฐานรากเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่ง โดยการขับเคลื่อน 5จี ถือเป็นเรื่องสำคัญหนึ่งในนั้น
รีวิน เพทายบรรลือ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไพร์มสตรีท แอดไวเซอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้านโทรคมนาคมและการเงิน ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ว่า รัฐบาลมีความพยายามเป็นอย่างมาที่จะผลักดันให้ 5จี เกิดขึ้นภายในปี 2563 เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอื่น โดยสิงคโปร์มีความพร้อมมากที่สุดคาดว่าจะเปิดให้บริการ 5จี ภายใน ไตรมาสที่ 1-2 ซึ่งผู้ให้บริการเครือข่าย (โอเปอเรเตอร์) 3 ราย ทั้งสิงเทล, สตาร์ฮับ และเอ็มวัน ได้เริ่มทดสอบให้บริการแล้ว ขณะที่เวียดนาม เปิดทดสอบให้บริการใน 10 เมืองหลักและคาดเปิดให้บริการช่วงกลางปีหน้า เป็นช่วงเดียวกับมาเลเซีย
”ส่วนไทย รัฐบาลตั้งใจที่จะเปิดให้บริการในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ เพราะหากไม่เกิดประเทศจะเสียหายทางเศรษฐกิจได้” รีวินระบุ
“รีวิน” ขยายความอีกว่า รัฐบาลมองว่าหากไทยไม่มีการขับเคลื่อนนำเทคโนโลยี 5จี ให้เกิดขึ้นและนำมาใช้ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านจะมีการนำใช้ เร็วกว่า ไทยอาจจะสูญเสียฐานการลงทุน ในแง่ภาคการผลิต โรงงานต่างๆ ที่เข้ามาลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) ในไทย ซึ่งอาจจะย้ายฐานการผลิตไปยังเพื่อนบ้านแทน เพราะสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5จี มาช่วยในกระบวนการผลิต รวมทั้งยังลดต้นทุนได้
ดังนั้น จึงเห็นรัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่ที่จะสนับสนุนให้ 5จี เกิดขึ้น แม้ว่าในฝั่งโอเปอเรเตอร์ไทย อาจจะรู้สึกว่าเร็วเกินไป เพราะเพิ่งมีการลงทุน 4จี ไปก่อนหน้านี้และการลงทุนค่อนข้างสูงทั้งในส่วนของราคาประมูลคลื่นที่สูงกว่ามาตรฐานไป 4-5 เท่า และการลงทุนเพื่อขยายโครงข่ายการให้บริการ ซึ่งอาจจะยังไม่คุ้มค่าการลงทุนและต้องมีการลงทุนใหม่เพิ่มอีก จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามาสนับสนุนหากต้องการจะให้ 5จี เกิดขึ้น
“ถือว่าเป็นเรื่องปกติที่โอเปอเรเตอร์เรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามามีส่วนช่วยสนับสนุน เช่นเดียวกับโอเปอเรเตอร์ในประเทศอื่น เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะไทยมีการนำเทคโนโลยี 3จี มาใช้ในปี 2555 ช้ากว่าประเทศอื่นที่เริ่มในปี 2545 เช่นเดียวกับ 4จี ที่เริ่มในปี 2559 แต่ประเทศอื่นเริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2555” รีวินระบุ

อย่างไรก็ตาม การที่ไทยต้องการที่จะเป็นกลุ่มประเทศผู้นำที่จะมีการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ และล่าสุดได้เตรียมการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน 5จี ระดับชาติ ถือเป็นเรื่องที่ดี เช่นเดียวกับประเทศอื่นที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน 5จี ขึ้นมาเพื่อดูแลอย่างจริงจัง ซึ่งเห็นว่านอกจากจะมีตัวแทนจากภาครัฐที่เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ควรมีตัวแทนจากภาคเอกชน ทั้งโอเปอเรเตอร์ภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาคการผลิต ภาคเกษตร ภาคการศึกษา การแพทย์ การเงิน เป็นต้น เข้ามาร่วมด้วยเพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและมีกระบวนการที่เป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน
“หากผลักดันให้ 5จี เป็นวาระแห่งชาติเช่นเดียวกับการพัฒนาโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เชื่อว่าสำเร็จได้ในที่สุด” รีวินกล่าว
“รีวิน” ยังให้ ข้อเสนอแนะ ว่า รัฐบาล โดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่เป็นหน่วยงานหลัก น่าจะมีบทบาทในการขับเคลื่อน 5จี เรื่องแรก อยากให้มีโรดแมปเรื่องคลื่นความถี่ 5จี ที่ชัดเจน เพราะเทคโนโลยี 5จี ต้องใช้คลื่นความถี่หลายช่วง ทั้งช่วงต่ำที่ 700 เมกะเฮิรตซ์ ช่วงกลางที่ 2600 และ 3500 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่นความถี่สูงที่ 26-28 จิกะเฮิรตซ์ โดยคลื่นความถี่ทั้งหมด
ทาง กสทช.ต้องมีความพร้อมที่จะนำมาออกมาให้เอกชนประมูล หากต้องมีการเรียกคืนคลื่นความถี่ กระบวนการต้องรวดเร็วและมีการจ่ายค่าชดเชยที่เหมาะสม ดังนั้นในช่วง 3-4 เดือนนี้จะต้องการเตรียมพร้อมคลื่นความถี่ถือว่ามีความท้าทาย เช่นเดียวกับเรื่องราคาในการประมูลที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา น่าจะต้องออกมาให้มีความเหมาะสมมากที่สุด
เรื่องที่สอง คือการส่งเสริมและสนับสนุนให้โอเปอเรเตอร์เข้ามาประมูลคลื่นความถี่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด สำหรับ 5จี ถ้ารัฐบาลเชื่อว่า 5จี เป็นเรื่องของทุกอุตสาหกรรม ไม่ใช่สำหรับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมอย่างเดียว จะต้องหาจุดสมดุลที่ถูกต้องระหว่างมูลค่าการประมูลที่แทนที่จะต้องประมูลให้ได้ราคาที่สูงสุด อาจจะพิจารณาความสมดุลว่ามูลค่าการประมูลอาจจะลดลงมา แต่เพื่อให้โอเปอเรเตอร์สามารถประมูลคลื่นความถี่ได้และนำมาพัฒนาให้บริการจริงเพื่อที่ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์
ทั้งนี้ หลังจากการประมูลอาจจะมีการให้ระยะเวลาผ่อนผัน (Grace Period) ในการชำระเงิน ให้เริ่มจ่ายในปีที่ 2 ปีที่ 3 หรือปีที่ 4 ก็เป็นไปได้ รวมทั้งอาจจะใช้การผ่อนจ่าย เป็นต้น หรืออาจมีการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อสนับสนุนการลงทุน อย่างเกาหลีใต้กำลังพิจารณายกเว้นภาษี 3% สำหรับการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ 5จี

เรื่องที่สาม กสทช.ต้องมีการผลักดันให้มีการใช้โครงข่ายร่วมกันได้จริง เพราะกฎหมายมีอยู่แล้ว แต่โอเปอเรเตอร์ไม่อยากจะใช้ร่วมกัน เพราะใช้ร่วมกัน จากลงทุน 100% อาจจะเหลือที่ต้องลงทุนเพียง 50-60% ช่วยลดภาระในการลงทุนของโอเปอเรเตอร์แต่ละรายลงได้
เรื่องที่สี่ การอำนวยความสะดวกให้สามารถนำอุปกรณ์ 5จี เช่น เสาอากาศ (antenna) ที่ต้องลงทุนและติดตั้งเพิ่มจำนวนมาก สามารถนำไปติดตั้งที่เสาไฟฟ้า สัญญาณไฟจราจร อาคารหรือสถานที่บางแห่ง ซึ่งจุดต่างๆ เหล่านี้ ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานดูแล กสทช.อาจจะช่วยแก้กฎหมายให้ติดได้และประสานเรื่องการขออนุญาตติดตั้ง เป็นต้น อย่างที่ ญี่ปุ่น อนุญาตให้ติดตั้งอุปกรณ์เสาสัญญาณไฟจราจรได้ นอกจากนี้ ต้องให้ความสำคัญเรื่องการดูแลข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนด้วย
“รีวิน” กล่าวทิ้งท้ายว่า เชื่อว่าหากรัฐบาลจริงจังจะสามารถผลักดัน 5จี เกิดขึ้นได้ในที่สุด เท่าทันกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนการนำมาใช้เชื่อว่าจะเห็นภาพชัดเจนหลังจากที่ 5จี เกิดขึ้นแล้วและพัฒนาในเชิงพาณิชย์ต่อไป ทั้งการใช้โรบอทในโรงงาน รถยนต์ไร้คนขับ การผ่าตัดทางไกลที่แม่นยำ การนำเทคโนโลยีเสมือนจริงมาใช้ในการค้าขาย เป็นต้น
เป็นส่วนหนึ่งของความคิดเห็นของ “รีวิน” ต่อการขับเคลื่อน 5จี ของประเทศ ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้ารับฟังแนวคิดจากตัวแทนภาครัฐและเอกชนได้ในการเสวนา “Roadmap 5G ดันไทยนำ ASEAN” ในวันพุธที่ 30 ตุลาคม 2562 เวลา 08.30-12.30 น. ณ ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ รางน้ำ

