นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า สถานการณ์การออมของคนไทยจากการศึกษาของศูนย์วิจัยธนาคารออมสิน พบว่าภาพรวมการออมของประเทศไทยยังคงขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลง โดยในด้านเงินฝากลดลงขณะที่การออมเพื่อการลงทุนในกองทุนและเงินสำรองประกันภัยขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ประกอบกับเศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐจึงทำให้เงินออมในระบบชะลอตัวลง ทั้งนี้ ภาพรวมเงินฝากและเงินออมเพื่อการลงทุนประกอบด้วย เงินฝากสะสมในสถาบันรับฝากเงินอยู่ที่ 18.0 ล้านล้านบาท ขยายตัว 3.4% เงินออมเพื่อการลงทุนจำนวน 9.9 ล้านล้านบาท ขยายตัว 9% และเงินสำรองประกันภัย 2.7 ล้านล้านบาท ขยายตัว 7.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
“ภาพรวมของไทยมีการออมเงิน 30 ล้านล้านบาท ถือว่าเติบโตแต่เนื่อง แต่ในส่วนเงินฝากการเติบโตอาจไม่มากนัก เพราะประชาชนหันไปออมเงินยังแหล่งอื่น เช่น ตลาดหลักทรัพย์ฯ กองทุนรวมและประกัน ให้ผลตอบแทนมากกว่า โดยขณะนี้ดอกเบี้ยเงินฝากเงินฝากทั่วไปให้ดอกเบี้ยเพียง 0.5% ต่อปี ส่วนเงินฝากประจำให้ดอกเบี้ยกว่า 1% ต่อปีเท่านั้น” นายชาติชายกล่าว
นายชาติชายกล่าวว่า ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการที่ประเทศเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว เนื่องจากมีประชากร ที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปสูงถึง 9.9 ล้านคน คิดเป็น 14.9% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ของ UN ที่กำหนดที่ 10% จึงจะถือว่าเป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งภาวะสังคมดังกล่าวจะส่งผลกระทบให้กำลังแรงงานลดลง การบริโภคลดลง และข้อเท็จจริงพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ของไทยมีเงินออมไม่เพียงพอต่อการดำเนินชีวิตหลังการเกษียณอายุ ซึ่งจะทำให้ประสบปัญหาคุณภาพชีวิตที่ด้อยลง ดังนั้นการส่งเสริมการออมและการวางแผนการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน
“อยากสนับสนุนให้คนไทยออมเงิน เพราะพบว่าคนสูงวัยกว่า 50% ไม่มีการออม ต้องพึ่งพาเงินจากลูกหลาน ทำให้ภาระของคนรุ่นใหม่ต้องเลี้ยงคนคนชราสูงขึ้น ประเมินกว่าคนรุ่นใหม่ 3 คนต้องเลี้ยงคนชราถึง 5 คน ดังนั้นหากมีการออมเงิน เป็นส่วนช่วยทำให้คนไทยมีการกินดีอยู่ดีที่ดีขึ้น ซึ่งธนาคารออมสินส่งเสริมการออมในทุกรูปแบบ เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนที่มากขึ้น” นายชาติชายกล่าว

