พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในพิธีปิดงานดิจิทัล ไทยแลนด์ บิ๊กแบง 2019 ในฐานะเจ้าภาพของการจัดงาน ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจเข้าร่วมฟังสัมมนาและชมนิทรรศการนานาชาติดิจิทัล ไทยแลนด์ บิ๊กแบง 2019 ครั้งนี้อย่างล้นหลาม ขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่ให้ความกรุณามาเป็นประธานในพิธีเปิดงานและมอบรางวัลเกียรติยศให้กับเจ้าของผลงานนวัตกรรมดิจิทัลโดดเด่น รัฐมนตรีกระทรวงดีอีเอส ที่กำกับดูแลอย่างเข้มงวด จนทำให้งานประสบความสำเร็จ ทีมจัดงานผู้อำนวยการ พนักงานสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และทีมผู้จัดงานที่ทุ่มเทจัดงานออกมาอย่างดีเยี่ยม พันธมิตรภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคการศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ ที่ให้การสนับสนุนติดต่อกันมา 3 ปีแล้ว ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในปีนี้เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจ งานนี้สร้างความตระหนักดิจิทัลวงกว้าง และสำคัญไปกว่านั้นคือการขับเคลื่อนความร่วมมือดิจิทัลครั้งใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน จนเกิดปรากฏการณ์รวมพลคนดิจิทัล อย่างยิ่งใหญ่
“ขอให้ตั้งใจทำงาน ร่วมแรงร่วมใจการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล นำประเทศสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ ที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนตามนโยบายรัฐบาล” พลเอก ประวิตร กล่าว

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอีเอสได้จัดงานมหกรรมรวมพลคนดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนดิจิทัล ไทยแลนด์ บิ๊กแบง 2019 ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2562 โดยใน 3 วันที่ผ่านมา จำนวนสถิติผู้เข้าชม (ยอด ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2562) รวมกว่า 34,496 คน ผู้ชมงานช่องทางออนไลน์อีกประมาณ 385,304 คน จากการรับชมการถ่ายทอดสัมมนาผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งสื่อสังคมออนไลน์ชื่อ ดิจิทัล ไทยแลนด์ บิ๊กแบง 2019 และนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น สำหรับผู้เข้าร่วมในการบริหารจัดการการฟังสัมมนาและกิจกรรมในงาน ทำให้มีผู้เข้าร่วมงานทั้งหมดถึง 419,800 คน ซึ่งเมื่อรวมยอดของวันนี้ มั่นใจว่าจะบรรลุตามเป้า 500,000 คน แน่นอน บูธนิทรรศการจากภาคเอกชน ภาครัฐ ทั้งในและต่างประเทศกว่า 370 ราย วิทยากรทั้งในและต่างประเทศกว่า 200 ท่าน
“สำหรับธีม อาเซียน คอนเนคทิวิตี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาดิจิทัล และการนำดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ร่วมกันในอาเซียน นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงอาเซียนอย่างไร้รอยต่อ” นายพุทธิพงษ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมถ่ายภาพเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระหว่าง ดีป้า กับบริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จํากัด, สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน), องค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง, บริษัท กราวิเทคไทย (ไทยแลนด์) จำกัด และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.)
พร้อมทั้งเป็นประธานในพิธีมอบใบประกาศเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะประเทศไทย ทั้ง 27 เขต ใน 21 จังหวัด จาก 5 ภูมิภาค ได้แก่ นครสวรรค์, พิษณุโลก, เชียงราย, น่าน, เชียงใหม่, มุกดาหาร, ขอนแก่น, อุบลราชธานี, อุดรธานี, นครราชสีมา, นนทบุรี, จันทบุรี, ชลบุรี, ระยอง, สตูล, สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, หาดใหญ่, ชุมพร, ยะลา และ ปัตตานี โดยทั้ง 27 เขต มีความพร้อมในการพัฒนาเป็นเมืองอัจฉริยะ เพื่อขอรับการพิจารณาการเป็นเมืองอัจฉริยะจากคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งการประกาศเขตในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของผลลัพธ์ในการทุ่มเทผลักดันเมืองอัจฉริยะของไทย และเกิดการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม


เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


