นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมวาระพิเศษคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) เพื่อกำหนดมาตรการรองรับการการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (จีเอสพี) ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้มีการติดตามกรณีที่สหรัฐฯติดสิทธิจีเอสพีไทย กับภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือ (สรท.) กลุ่มอาหารปรุงแต่ง กลุ่มอาหารแช่เย็นแช่แข็ง กลุ่มเครื่องจักรกลอุปกรณ์ไฟฟ้า กลุ่มยานยนต์ กลุ่มเหล็ก กลุ่มเคมีภัณฑ์ พลาสติก ยา และกล่มเครื่องประดับและเซรามิก เป็นต้น
นายบุณยฤทธิ์ กล่าวต่อว่า เพื่อประเมินผลกระทบและการเตรียมความพร้อมในการรับมือ รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน ซึ่งภาพรวมการประชุมนัดพิเศษนี้ มีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน ซึ่งพบว่าผลกระทบจากภาคเอกชนในสบางอุตสาหกรรมไม่กระทบมาก แต่มีบางอุตสาหกรรมที่กลับมาได้รับผลกระทบมาก เช่นอุตสาหกรรมเครื่องประกับและเซรามิกที่ได้รับกระทบ โดยจะเสียภาษีสูงถึง 26% จากเดิมภาษีเป็นศูนย์ แต่ทั้งนี้จากการรับฟังพบว่าเอกชนมีการเตรียมรับมือการถูกตัดจีเอสพีอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ จะนำข้อมูลการประชุมในครั้งนี้เสนอเข้าที่ประชุมกรอ.พาณิชย์ชุดใหญ่ ที่มี นายจุรินทร์ เป็นประธานคาดว่าน่าจะเสนอได้กลางเดือนพฤศจิกายนนี้ หรือก่อนที่นายจุรินทร์ จะเดินทางไปเจรจาการค้าที่ประเทศตุรกีและที่เยอรมัน นอกจากนี้ ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์เองได้มีการเตรียมรับมือกับผลกระทบดังกล่าวโดยกระทรวงจะเร่งหาตลาดใหม่เพื่อทดแทนตลาดที่สินค้าไทยได้รับผลกระทบ ร่วมถึงการจัดกิจกรรมเพื่อผลักดันสินค้าที่ได้รับผลกระทบผ่านงานจัดแสดงสินค้าด้วย
ด้าน นายกฤษดา ทรัพย์ทวยชน รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม กล่าวว่า จากกรณีที่สหรัฐฯ มีคำสั่งระงับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) กับสินค้าจากประเทศไทย ส่งผลให้กลุ่มผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก อาทิ มอเตอร์ โคมไฟฟ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบอัจฉริยะ เป็นต้น
ทั้งนี้ หากมีการตัดสิทธิจริงในช่วงเดือนเมษายน 2563 ระยะเวลาเพียง 6 เดือน เอกชนปรับตัวไม่ทันอย่างแน่นอน เพราะจากเดิมที่ได้รับสิทธิไม่ต้องจ่ายภาษี หากถูกตัดสิทธิฯจะต้องจ่ายค่าภาษีประมาณ 5% นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบทำให้นักลงทุนต่างชาติที่จะย้ายฐานเข้ามาผลิตในไทย ต้องย้ายไปประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เวียดนาม เป็นต้น และเชื่อว่าจะกระทบต่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยตรงอย่างแน่นอน

