“เอ็มยูเอฟจี”ประกาศดันแบงก์กรุงศรีขึ้นแท่นอันดับหนึ่งในไทย หนุนเป็นฐานขยายธุรกิจในเอเชีย อานิสงส์เทรดวอร์ธุรกิจย้ายจากจีนมาไทยเพิ่ม

1.11.19 | 13:32 น.

นายชิโระ ฮอนโจ ผู้บริหารระดับสูงและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานวางแผนธุรกิจขนาดใหญ่ระดับโกลบอล ธนาคาร MUFG (เอ็มยูเอฟจี) บริษัทแม่ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ธนาคารกรุงศรีฯ ถือเป็นแบงก์ 1ใน 3 แบงก์ที่เป็นเสาหลัก ในการสร้างผลกำไร ให้กับ MUFG มากที่สุด จึงวาแผนผลักดันการเติบโตให้ธนาคารกรุงศรีอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าจะผลักดันให้ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของสถาบันการเงินในประเทศไทยในอนาคต จากปัจจุบันเป็นธนาคารที่มีสินทรัพย์เป็นอันดับ 5 ของสถาบันการเงินในประเทศไทย

นายชิโระ กล่าวว่า กลุ่ม MUFG มองว่า ควรจะเสริมศักยภาพเพิ่มเติมในธนาคารกรุงศรีบางด้าน เช่น การเติบโตเพิ่มขึ้นในกลุ่มลูกค้ารายย่อย หรือเอสเอ็มอี ที่ MUFG จะเข้าไปมีส่วนร่วมผลักดันศักยภาพของกลุ่มนี้ให้เติบโตมากขึ้น และจะเป็นตัวเชื่อมการจับคู่ธุรกิจ (บิสิเน็ทแมชชิ่ง) ระหว่างลูกค้าต่างประเทศกับลูกค้าธนาคารกรุงศรีเพิ่มขึ้น “เราอยากให้กรุงศรีเป็นอันดับหนึ่งในประเทศไทย แต่ไม่ใช่หมายความว่า เราจะตั้งเป้าและไปให้ได้ แต่ต้องการสร้างค่านิยมให้เป็นรูปแบบเดียวกัน จะค่อยๆไต่เต้าไปเรื่อยๆจากอันดับ 5 เป็นอันดับ 4 ต่อไป เป็นต้น และเป็นธนาคารที่ได้รับความไว้วางใจในไทย และหากดูผลงานของกรุงศรีฯที่ผ่านมาพบว่าทำได้ดี หากดูจากยอดการปล่อยสินเชื่อพบว่าเติบโตต่อเนื่อง แต่ในด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)กรุงศรีฯสามารถบริหารจัดการเอ็นพีแอลได้เป็นอย่างดี”

ผู้บริหารธนาคารกรุงศรีฯ พาคณะผู้สื่อข่าวไทยไปดูงานบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น

นายชิโระ กล่าวยอมรับว่า อย่างไรก็ตาม ภายใต้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำ ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีแนวโน้มจะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจทำให้อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่นติดลบและอาจกระทบกับสถาบันการเงินในญี่ปุ่นได้ ดังนั้นแบงก์ต้องพยายามหารายได้อื่นมาชดเชย เช่น เก็บค่าบริการ ค่าธรรมเนียมจากลูกค้า เป็นต้น

นายชิโระ ยังกล่าวถึงความขัดแย้งในสงคราามการค้า(เทรดวอร์) พบว่ามีหลายบริษัทไปลงทุนในจีนได้ย้ายฐานการผลิตไปไทย และเวียดนามมากขึ้น ดังนั้น MUFG จึงต้องอาศัยเครือข่ายที่มีอยู่ เพื่อรักษาสมดุลมากขึ้น รวมถึงการเข้าไปสนับสนุนแบงก์กรุงศรีและแบงก์ไดนามอน ที่ประเทศอินโดนีเซีย ให้กลายเป็นแกนหลักในการเข้าไปขยายธุรกิจในเอเชียมากขึ้น

Advertisement

นายเอกวีร์ วิศิษฏสุนทร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายการตลาดองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จากัด (มหาชน) กล่าวว่า หากดูสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อของธนาคารในปัจจุบัน พบว่ามีสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อในลูกค้ารายใหญ่ในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อยู่ที่ราว 13% จากการสนับสนุนจาก MUFG หากเทียบกับอดีตที่ธนาคารไม่เคยมีฐานลูกค้าดังกล่าว ขณะที่ลูกค้ารายย่อยปัจจุบันอยู่ที่ 48% เอสเอ็มอี 15% และลูกค้ารายใหญ่ 24% ส่วนการจับคู่ลูกค้าธุรกิจไทยกับลูกค้าต่างประเทศปัจจุบันมีกว่า 2,000 ราย ดังนั้นเป้าหมายในอนาคต คือการเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ๆเพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของลูกค้าธุรกิจในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะรีเทล ที่ธนาคารหวังจะเข้าไปเติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะการเติบโตบัตรเครดิต ในต่างประเทศ เช่นในญี่ปุ่น ที่ธนาคารมีการออกแคมเปญพิเศษเพื่อเพิ่มยอดการใช้จ่าย(สเปนดิ้ง)ให้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง