หน้าแรก เศรษฐกิจ รัฐ-เอกชนเห็น...

รัฐ-เอกชนเห็นพ้อง ย้ำ ‘เซอร์คูลาร์อีโคโนมี’ สำคัญ ต้องผลักดันเร่งด่วน

2.11.19 | 19:22 น.

รัฐ-เอกชนเห็นพ้อง ย้ำ ‘เซอร์คูลาร์อีโคโนมี’ สำคัญ ต้องผลักดันเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เปิดเผยภายในงานประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจ (ABIS 2019) ภายใต้การสัมมนาหัวข้อ Sustainable ASEAN 4.0 : Circular Economy ว่า การพัฒนาอุตสาหกรรม​ในกลุ่มประเทศอาเซียน​ อาทิ​ ไทย​ เวียดนาม อินโดนีเซีย​ และมาเลเซีย​ เป็นต้น​ มีเป้าหมายที่จะมุ่งไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน (เซอร์คูลาร์อีโคโนมี)​ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องผลักดัน​ เพราะการพัฒนาอุตสาหกรรมต้องใช้ทรัพยากรในการก่อสร้างจำนวนมาก​ โดยบริษัทและนักธุรกิจให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

สำหรับ​โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก​ (อีอีซี)​ ไม่ใช่โครงการที่ไทยต้องการทำเพื่อดึงดูดนักลงทุนเพียงอย่างเดียว​ แต่ตั้งใจทำให้โครงการนี้​เป็นโครงการนำร่อง โดยจะมีการนำรูปแบบการพัฒนาเซอร์คูลาร์อีโคโนมี​มาปรับใช้ในพื้นที่​ ซึ่งถ้าสามารถทำได้จะทำให้โครงการอีอีซีเป็นโครงการนำร่องขนาดใหญ่ของประเทศไทย โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่งแวดล้อม​ ระบุว่าถ้าพื้นที่อีอีซีมีความพร้อมก็สามารถนำเซอร์คูลาร์อีโคโนมีมาพัฒนาในพื้นที่ได้​ทันที

นายคณิศ​กล่าวว่า การที่โครงการอีอีซีจะเป็นโครงการนำร่องได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนถึงจะสามารถทำให้เกิดผลสำเร็จได้ ในส่วนของโครงการอีอีซี เป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้เป็นเมืองอุตสาหกรรม​ รวมถึงเป็นเครื่องชี้วัดในการพัฒนาของไทยที่ก้าวจากไทยแลนด์​ 1.0 เป็น 4.0 ในปัจจุ​บัน

นอกจากนี้ อีอีซียังได้รับความร่วมมือจากองค์การพัฒนา​อุตสาหกรรม​แห่ง​สหประชาชาติ​ (ยูนิโด้)​ ของประเทศญี่ปุ่น ในการพัฒนาระบบ โดยได้นำระบบเซอร์คูลาร์อีโคโนมีมาช่วยให้ไทยพัฒนาขึ้นไปอีกระดับ อาทิ การจัดการในเรื่องสิ่งแวดล้อม, การจัดการขยะ และการจัดหาแหล่งน้ำ เป็นต้น

Advertisement

“ขณะนี้กลุ่มอาเซียนเริ่มมุ่งเป้าหมายไปที่การพัฒนาและการยกระดับอุตสาหกรรม​ ดังนั้น เซอร์คูลาร์อีโคโนมีจึงเป็นเรื่องที่หลายประเทศ​ให้ความสำคัญ ผมว่ามองหลังจากนี้ควรจัดตั้งหน่วยงาน เพื่อทำงานร่วมกันในกลุ่มอาเซียนให้มีความมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น” นายคณิศกล่าว

ด้านนายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือเอสซีจี กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เอสซีจีได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาเซอร์คูลาร์อีโคโนมี​ อาทิ ธุรกิจ​บรรจุภัณฑ์​ หรือการแปลรูปผลิตภัณฑ์​ด้วยการรีไซเคิล​ เป็นต้น ถือว่าเป็นธุรกิจแรกของบริษัท​ที่ใช้เซอร์คูลาร์อีโคโนมีแบบเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ บริษัทยังทำธุรกิจด้านพลังงานทดแทน คือโซลาร์​ลอยน้ำ 1.5 เมกะวัตต์​ ที่ จ.ระยอง

“ในเรื่องของการพัฒนาเซอร์คูลาร์อีโคโนมี จะไม่สามารถทำได้เลยถ้าขาดในเรื่องของ​เทคโนโลยี​ เพื่อพัฒนาให้เกิดขึ้นเร็วขึ้น ซึ่งขณะนี้มีหลายธุรกิจที่กำลังปรับตัวและพัฒ​นาเทคโนโลยี​ เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาบริษัท อย่างไรก็ตาม มองว่าการที่ไทยจะสามารถก้าวสู่ประเทศที่ประสบความสําเร็จ​เรื่องเซอร์คูลาร์อีโคโนมีต้องมีการหารือกับประเทศ​เพื่อนบ้านให้มีความเข้าใจในเรื่องนี้ก่อน เพื่อที่จะได้มีการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน” นายรุ่งโรจน์กล่าว