รัฐ-เอกชนเห็นพ้อง ย้ำ ‘เซอร์คูลาร์อีโคโนมี’ สำคัญ ต้องผลักดันเร่งด่วน
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เปิดเผยภายในงานประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจ (ABIS 2019) ภายใต้การสัมมนาหัวข้อ Sustainable ASEAN 4.0 : Circular Economy ว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมในกลุ่มประเทศอาเซียน อาทิ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เป็นต้น มีเป้าหมายที่จะมุ่งไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน (เซอร์คูลาร์อีโคโนมี) ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องผลักดัน เพราะการพัฒนาอุตสาหกรรมต้องใช้ทรัพยากรในการก่อสร้างจำนวนมาก โดยบริษัทและนักธุรกิจให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
สำหรับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ไม่ใช่โครงการที่ไทยต้องการทำเพื่อดึงดูดนักลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ตั้งใจทำให้โครงการนี้เป็นโครงการนำร่อง โดยจะมีการนำรูปแบบการพัฒนาเซอร์คูลาร์อีโคโนมีมาปรับใช้ในพื้นที่ ซึ่งถ้าสามารถทำได้จะทำให้โครงการอีอีซีเป็นโครงการนำร่องขนาดใหญ่ของประเทศไทย โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่าถ้าพื้นที่อีอีซีมีความพร้อมก็สามารถนำเซอร์คูลาร์อีโคโนมีมาพัฒนาในพื้นที่ได้ทันที
นายคณิศกล่าวว่า การที่โครงการอีอีซีจะเป็นโครงการนำร่องได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนถึงจะสามารถทำให้เกิดผลสำเร็จได้ ในส่วนของโครงการอีอีซี เป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้เป็นเมืองอุตสาหกรรม รวมถึงเป็นเครื่องชี้วัดในการพัฒนาของไทยที่ก้าวจากไทยแลนด์ 1.0 เป็น 4.0 ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ อีอีซียังได้รับความร่วมมือจากองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูนิโด้) ของประเทศญี่ปุ่น ในการพัฒนาระบบ โดยได้นำระบบเซอร์คูลาร์อีโคโนมีมาช่วยให้ไทยพัฒนาขึ้นไปอีกระดับ อาทิ การจัดการในเรื่องสิ่งแวดล้อม, การจัดการขยะ และการจัดหาแหล่งน้ำ เป็นต้น
“ขณะนี้กลุ่มอาเซียนเริ่มมุ่งเป้าหมายไปที่การพัฒนาและการยกระดับอุตสาหกรรม ดังนั้น เซอร์คูลาร์อีโคโนมีจึงเป็นเรื่องที่หลายประเทศให้ความสำคัญ ผมว่ามองหลังจากนี้ควรจัดตั้งหน่วยงาน เพื่อทำงานร่วมกันในกลุ่มอาเซียนให้มีความมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น” นายคณิศกล่าว
ด้านนายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือเอสซีจี กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เอสซีจีได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาเซอร์คูลาร์อีโคโนมี อาทิ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ หรือการแปลรูปผลิตภัณฑ์ด้วยการรีไซเคิล เป็นต้น ถือว่าเป็นธุรกิจแรกของบริษัทที่ใช้เซอร์คูลาร์อีโคโนมีแบบเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ บริษัทยังทำธุรกิจด้านพลังงานทดแทน คือโซลาร์ลอยน้ำ 1.5 เมกะวัตต์ ที่ จ.ระยอง
“ในเรื่องของการพัฒนาเซอร์คูลาร์อีโคโนมี จะไม่สามารถทำได้เลยถ้าขาดในเรื่องของเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาให้เกิดขึ้นเร็วขึ้น ซึ่งขณะนี้มีหลายธุรกิจที่กำลังปรับตัวและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาบริษัท อย่างไรก็ตาม มองว่าการที่ไทยจะสามารถก้าวสู่ประเทศที่ประสบความสําเร็จเรื่องเซอร์คูลาร์อีโคโนมีต้องมีการหารือกับประเทศเพื่อนบ้านให้มีความเข้าใจในเรื่องนี้ก่อน เพื่อที่จะได้มีการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน” นายรุ่งโรจน์กล่าว

