“ไรมอนแลนด์” ปรับพอร์ตลงทุนต่างประเทศหวังกระจายเสี่ยง ตั้งเป้าทั้งอสังหา-เอฟแอนด์บี

4.11.19 | 15:24 น.

นายไลโอเนล ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ (RML) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสงครามการค้าสหรัฐ-จีน และสถานการณ์ความไม่สงบในฮ่องกง รวมไปถึงสภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว ตลาดอสังหาฯโดยเฉพาะอาคารสูงเริ่มเกิดโอเวอร์ซัพพลาย ดังนั้นจึงมองว่า หากลงทุนเฉพาะในประเทศไทยเพียงอย่าวเดียวจะมีความเสี่ยง จึงเริ่มมองที่จะขยายแผนการลงทุนไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยงมากขึ้น โดยที่ผ่านมาได้มองหาพันธมิตรท้องถิ่น มาอย่างต่อเนื่อง และเริ่มมีข้อตกกันบ้างแล้ว ดังนั้นสำหรับแผนการลงทุนในช่วง 2-3 ปี นับจากนี้ (พ.ศ.2563-2565) ตั้งงบลงทุนไว้ประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท เพื่อเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการขยายสาขาของธุรกิจอาหารร้านบ้านหญิงและ DINK DINK (ดิงดิง) ในต่างประเทศ โดยที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมราคาขายตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่อาศัยหลักของบริษัทจะเปิดใหม่ปีละ 1-2 โครงการ มูลค่าโครงการรวมไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท โดยในปี 2563 จะเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม 1-2 โครงการ ทำเลย่านสุขุมวิท โครงการแรกอยู่บนสุขุมวิท 38 โดยร่วมทุนกับญี่ปุ่นเป็นคอนโดมิเนียมแนวคิดใหม่มูลค่า 8.2 พันล้านบาท และอีก 1 โครงการยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งตั้งอยู่บนทำเลสุขุมวิทตอนกลาง ซึ่งบริษัทได้เจรจาซื้อที่ดินแล้ว และอยู่ระหว่างการเจรจาหาพันธมิตรเข้ามาร่วมทุน เพราะเป็นโครงการมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท แต่ไม่มั่นใใจว่าโครงการนี้จะเปิดทันปี 63 หรือไม่

นายไลโอเนลกล่าวว่า นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนที่จะร่วมทุนกับพันธมิตรในต่างประเทศ เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังต่างประเทศด้วยทั้งการเปิดสำนักงานขายในต่างประเทศและการลงทุนพัฒนาโครงการ ซึ่งล่าสุดได้เปิดสำนักงานขายที่สิงคโปร์แล้วอนาคตเล็งที่ไต้หวันไว้ ทั้งนี้ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าของบริษัทเป็นลูกค้าชาวไทย 50% และลูกค้าชาวต่างชาติ 50% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าจากเอเชีย สำหรับรายละเอียดของโครงการคอนโดมิเนียมในต่างประเทศยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในตอนนี้แต่คาดว่าน่าจะเป็นโครงการแบบมิกซ์ยูส

นายไลโอเนลกล่าวว่า ส่วนการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์หลังจากที่ได้เริ่มการพัฒนาโครงการอาคารสำนักงาน โอซีซี (One City Centre) เพลินจิต มูลค่า 8.8 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 5.5 พันล้านบาท และค่าเช่าที่ดิน 3.3 พันล้านบาท พื้นที่เช่า 61,000 ตารางเมตร ไปแล้วนั้น ในช่วงไตรมาส 1/63 บริษัทเตรียมที่จะลงทุนพัฒนาอาคารสำนักงานแห่งใหม่อีก 1 แห่ง พื้นที่เช่า 6 หมื่นตารางเมตร ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และจะทำให้พื้นที่เช่าของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 ตารางเมตรภายในปี 63 ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ นอกจากนี้มีแผนที่จะพัฒนาโครงการโรแงรมอีก 2 โครงการมูลค่าการลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท ได้แก่ โรงแรม KITCH Hotel ตั้งอยู่ด้านหน้าโครงการคอนโดมิเนียม เดอะ ริเวอร์ เจริญนคร มี 72 ห้องพัก ราคา 1,400-1,600 บาท/คืน เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากจีนและอินเดีย โดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในปี 63 และจะมีการลงทุนโรงแรมอีก 1 แห่ง ทำเลสุขุมวิท จำนวนห้องพัก 220 ห้อง คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 66 โดยภายใน 5 ปี คาดว่าจะมีห้องพักรวม 1,000 ห้อง

นายไลโอเนลกล่าวว่า ส่วนธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในเครือร้านอาหารบ้านหญิง บริษัทมีแผนที่จะขยายสาขาเพิ่มขึ้น โดยเน้นการขยายในเอเชียเป็นหลักในช่วงแรก ซึ่งปัจจุบันได้ขยายสาขาร้านอาหารบ้านหญิง และร้าน DINK DINK ไปแล้วในประเทศสิงคโปร์แบรนด์ละ 1 สาขา ส่วนในปี 63 มีแผนขยายสาขาเข้าไปในประเทศไต้หวั่น จีน ของทั้ง 2 แบรนด์ โดยที่ร้านบ้านหญิงจะขยายในไต้หวัน และเซี่ยงไฮ้ และร้าน Dink Dink จะขยายสาขาไปที่ไต้หวันก่อน เพื่อทดลองตลาด ก่อนจะขยายสาขาไปที่ประเทศจีนต่อไป โดยจะเป็นการขยายสาขาไปในประเทศและหัวเมืองที่เป็นแหล่งทำงานและท่องเที่ยวหลัก และยังสนใจมองหาโอกาสในการขยายสาขาร้านอาหารบ้านหญิง และ DINK DINK เข้าไปในยุโรป และสหรัฐฯ แต่ยังคงเป็นแผนในอนาคต เพราะบริษัทต้องการเน้นการขยายสาขาในเอเชียให้ครอบคลุมและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีก่อน ซึ่งการลงทุนในธุรกิจร้านอาหารจะเข้าไปร่วมกับพันธมิตรท่องถิ่นในการลงทุน เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตและการทางอาหารของคนชาตินั้นๆเป็นอย่างดี และทำให้สามารถเลือกสรรเมนูและรสชาติของอาหารที่นำมาขายได้อย่างเหมาะสมในแต่ละประเทศ และการลงทุนจะใช้ระยะเวลาในการคืนทุน 2 ปี

นายไลโอเนลกล่าวว่า การลงทุนดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการกระจายสัดส่วนรายได้ให้เหมาะสม โดยภายใน 5 ปีตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 1 หมื่นล้านบาท โดยมาจากรายได้ประจำทั้งธุรกิจสำนักงาน โรงแรม และธุรกิจอาหารที่ 30% ของรายได้รวมและอีก 70% มาจากธุรกิจการพัฒนาและขายที่อยู่อาศัยที่ปัจจุบันอยู่ที่ 90% ของรายได้รวม ซึ่งการกระจายสัดส่วนรายได้ดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทมีการเติบโตอย่างยั่งยืน

Advertisement

“มั่นใจว่าปีนี้รายได้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 5 พันล้านบาท โดยครึ่งปีแรกทำได้แล้วเกือบ 50% ของเป้าหมายรายได้รวม โดยในช่วงครึ่งหลังนี้จะทยอยโอนโครงการคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จใหม่เข้ามาราว 3.5-4 พันล้านบาท จากคอนโดมิเนียม The Loft อโศก และ The Loft สีลม ซึ่งในปัจจุบันทั้ง 2 โครงการมียอดขายแล้วกว่า 90% หรือคิดเป็นมูลค่าการขายรวมกว่า 8 พันล้านบาท”นายไลโอเนลกล่าว