นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า สรท.ยังคงคาดการณ์เป้าหมายการส่งออกของปี 2562 ไว้ที่ติดลบ 1.5% จากเดิมที่คาดว่าจะติดลบ 1% ภายใต้สมมติฐานค่าเงินบาทที่33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ พร้อมทั้งคาดการณ์การส่งออกในปี 2563 จะเติบโตได้ที่ 0-1% บนสมมติฐานค่าเงินบาทที่30.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยมีปัจจัยบวกสนับสนุนที่สำคัญคือ การหาพันธมิตรการค้าใหม่ ผ่านการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ในวาระที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดกาพประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และจากเหตุการณ์ความไม่สงบในการประท้วงของฮ่องกง ทำให้นักลงทุนฮ่องและไต้หวันเริ่มหาพื้นที่กระจายความเสี่ยง และย้ายการลงทุนมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้น รวมถึงสถานการณ์การถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (เบร็กซิท) ที่มีแนวโน้มชัดเจนมากขึ้น จากการที่สมาชิกอียูทั้ง 27 ประเทศ มีความเห็นในไปทิศทางเดียวกันว่า ควรขยายกำหนดเส้นตายเบร็กซิทเป็นวันที่ 31 มกราคม 2563 จากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 31 ตุลาคม ที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการมีระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมเพื่อปรับตัวเพิ่มมากขึ้น
นางสาวกัณญภัคกล่าวว่า สำหรับมูลค่าการส่งอออกของเดือนกันยายน 2562 มีมูลค่า 20,481 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 1.4% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2561 ส่งผลให้เดือนกันยายน ที่ผ่านมา ประเทศไทยเกินดุลการค้า อยู่ที่1,275 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ภาพรวมการส่งออกช่วง 9 เดือนแรก (มกราคม–กันยายน) 2562 ยังติดลบ 2.1% มูลค่ารวมที่ 186,572 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้การส่งออกช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 ประเทศไทยเกินดุลการค้าอยู่ที่7,381 ล้านเหรียญสหรัฐ
นางสาวกัณญภัคกล่าวว่า ส่วนปัจจัยเสี่ยงยังเป็นเรื่องของแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง จากผลกระทบที่เกิดขึ้นของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน (เทรดวอร์) ซึ่งกระทบต่อกิจกรรมการผลิตและทำให้การค้าโลกถดถอยอย่างรุนแรง รวมถึงส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนและความต้องการในสินค้าทุน และการที่สหรัฐประกาศตัดสิทธิ์จีเอสพีของไทย ที่ครอบคลุมสินค้า 573 รายการ ซึ่งสินค้าที่โดนตัดสิทธิจีเอสพี มีมูลค่า 1,391 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 4.1% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯ หรือประมาณ 0.5% ของการส่งออกรวมของไทย ทำให้ไทยมีต้นทุนเพิ่มในการเสียภาษีตามอัตราปกติที่ 4.5 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณไม่เกิน 1,800 ล้านบาท ของสินค้าที่เสียสิทธิจีเอสพีไป รวมถึงปัจจัยเรื่องของสงครามการค้าที่ยังคงต้องเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิดถึงแม้ว่าสหรัฐและจีนจะมีการเจรจาร่วมกะนแล้ว และดูเหมือนจะผ่านไปได้ดี แต่เป็นความตกลงการค้าในบางประเด็น เพื่อระงับการเก็บภาษีชั่วคราว ภายใต้วงเงินการจัดเก็บภาษีกลุ่ม 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จาก 25% เป็น 30% และการขึ้นภาษีกลุ่ม 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ รอบที่ 2 อีก 554 รายการเท่านั้น ทำให้ความชัดเจนยังถือว่ามีไม่มากเท่าที่ควร
นางสาวกัณญภัคกล่าวว่า รวมถึงยังมีปัจจัยเสี่ยงในประเทศเองอย่างค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยแข็งค่ากว่า 6% เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ทำให้ภาคเอกชนมีความคาดหวังว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะออกมาตรการดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่ามากไปกว่านี้ โดยมีการหารือกันในภาคเอกชนว่า ก่อนสิ้นปี 2562 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีกครั้งหรือไม่ เพราะล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ปรับลดดอกเบี้ยลงไปแล้ว โดยแม้การลดอัตราดอกเบี้ยจะไม่ได้ช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลงมากนัก แต่ก็ช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการไทยได้ รวมถึงต้องไม่ลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงด้วย
“ที่จริงแล้วสิทธิ์จีเอสพีของไทยยังได้ต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2563 ไม่ได้ถูกตัดในเดือนเมษายน 2563 ทันที แต่สิ่งที่สหพันธ์แรงงานสหรัฐได้เสนอให้ทบทวนและตัดสิทธิ์จีเอสพีของไทยเร็วขึ้น เพราะมองว่าเสียเปรียบหากประเทศไทยยังไม่ได้ให้สิทธิกับแรงงาน แต่ไทยก็ยังสามารถเจรจาต่อไปได้ ทำให้การถูกตัดสิทธิ์จีเอสพีไม่ใช่ว่าไม่น่ากังวลชะทีเดียว แต่เป็นการรู้ข่าวเร๋ว แล้วต้องเตรียมความพร้อมรับมือให้ดีมากกว่าว่า สินค้าที่ถูกตัดสิทธิ์ไปกว่า 573 รายการ จะส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหน โดยสินค้าที่ถูกตัดสิทธิ์ไปบางรายการไทยก็ไม่ได้รับสิทธิ์จีเอสพีอยู่แล้ว รวมถึงการให้สิทธิ์จีเอสพีเป็นสิทธิของผู้ให้ ที่จะพิจารณาในเงื่อนไขต่างๆ และให้สิทธิ์กับประเทศนั้นๆ ทำให้ประเทศไทยต้องมีการพัฒนาในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถยืนด้วยตัวเองได้ แม้ว่าการได้สิทธิ์จีเอสพีจะเป็นการได้แต้มต่อ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบทางการค้ามากนัก โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งมากในขณะนี้ จึงไม่ต้องการให้เกิดการตัดสิทธิ์ไปในทันทีเกิดขึ้น โดยที่ผ่านมาตัวเลขภาคการส่งออกในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนของทุกปี จะเป็นช่วงที่การส่งออกสินค้าจะสูงขึ้นกว่าช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน เนื่องจากฝั่งผู้นำเข้าสินค้าจะสั่งสินค้าตุนไว้สำหรับจำหน่ายในช่วงเทศกาลคริสต์มาสจนถึงปีใหม่ รวมถึงเทศกาลตรุษจีนในปี 2563 จะมาเร็วขึ้น ประมาณช่วงเดือนมกราคม จึงคาดว่าไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 จะเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดการส่งออกสินค้าไทยไปประเทศต่างๆ ได้มากขึ้น โดยการที่สำหรัฐจีเอสพี ก็ถือเป็นการกระตุ้นผู้นำเข้าสินค้าไทย ที่มีความกังวลในเรื่องการเจรจาใน่วงที่เหลือว่า หากไม่สามารถเจรจากันได้ ก็จะเกิดผลกระทบขึ้น จึงมองว่าอาจจะช่วยกระตุ้นการส่งออกในระยะสั้นไปในตัวได้”นางสาวกัณญภัคกล่าว
นางสาวกัณญภัคกล่าวว่า สำหรับข้อเสนอแนะที่ต้องการให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ เป็นเรื่องการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ในด้านต่างๆ ที่ยังมีจุดอ่อนในหลายด้าน โดยเฉพาะระบบขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และผลักดันการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง เพื่อสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ โดยอ้างอิงจากผลสำรวจดัชนีความสามารถแข่งขันระดับโลก (GCI) ประจำปี 2562 ซึ่งประเทศไทยถูกจัดอันดับอยู่ในลำดับที่ 40 จากทั้งหมด 141 ประเทศ โดยลดลงจากปี 2561 ที่อยู่ในลำดับที่ 38 ทำให้ต้องพยายามพัฒนาให้ถูกจัดอันดับเพิ่มมากขึ้น เพราะดัชนี้ดังกล่าวเป็นตัวสะท้อนในการดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติ ให้เข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้นด้วย

