‘สันติธาร เสถียรไทย’ โพสต์ต้องเปลี่ยนประเทศเป็นแพลตฟอร์ม จากครูหน้าห้องเป็น ‘ครูหลังห้อง’

6.11.19 | 21:49 น.

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน นายสันติธาร เสถียรไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “สันติธาร เสถียรไทย – Dr Santitarn Sathirathai” เกี่ยวกับเรื่องเปลี่ยนประเทศเป็นแพลตฟอร์ม: จากครูหน้าห้องเป็น “ครูหลังห้อง” ข้อความว่า

เปลี่ยนประเทศเป็นแพลตฟอร์ม: จากครูหน้าห้องเป็น”ครูหลังห้อง”

ในบทความที่แล้ว (https://www.facebook.com/412611772841061/posts/575219243246979?sfns=mo) ผมเล่าให้ฟังว่าแพลตฟอร์มโมเดลคืออะไรมีลักษณะสำคัญอย่างไรบ้าง แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หัวข้อที่ถกกันลงลึกจริงๆในงาน workshop ของ World Economic Forumที่มีผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมารวมตัวกันคือ เราจะปรับโมเดลธุรกิจแพลตฟอร์มมาใช้กับยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศได้อย่างไร?

ถ้ามีหนึ่งประโยคที่สามารถสรุปสามข้อคิดที่ได้จากงานวันนั้นบวกกับการศึกษาและประสบการณ์ตัวเองเพิ่มเติมมันคือ การที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนตนเองจากการเป็น ”ครูหน้าห้อง” ไปเป็น”ครูหลังห้อง”โดยมีสามมิติที่เกี่ยวข้องกันดังนี้

1. ยุทธศาสตร์”แม่เหล็ก” ดึงดูดเพื่อสร้าง

Advertisement

หนึ่งในทัศนคติแบบแพลตฟอร์มที่สำคัญคือต้องลดยึดติดกับการเป็นเจ้าของทรัพยากรทุกและทำเองทุกอย่าง แล้วเปลี่ยนเป็นถามตัวเองว่าเราจะสร้างระบบนิเวศน์ (Eco system) ที่ดีได้อย่างไรโดยใช้ทรัพยากรที่ทั้งตนเองเป็นเจ้าของและทั้งจากที่ดึงดูดเข้ามาจากนอกประเทศ

ประเทศหนึ่งที่ใช้แนวคิดนี้ในการพัฒนาระบบนวัตกรรมและวงการสตาร์ทอัพได้อย่างเห็นผลชัดเจนมากคือ สิงคโปร์ที่ภายในเวลาไม่กี่ปีได้กลายเป็นประเทศติดอันดับท็อป3ของโลกในการดึงดูดtalentในวงการสตาร์ทอัพ (จากStartup Genomeปี2019) ปัจจุบันมียูนิคอร์นหรือสตาร์ทอัพมูลค่าเกินพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯถึง 5ตัว ประเทศเกาะเล็กๆนี้เขาทำได้อย่างไร?

สิงคโปร์เริ่มจากการใช้ยุทธศาสตร์ ”ดึงดูดเพื่อสร้าง” คือเริ่มต้นด้วยการใช้ทั้งมาตราการทางการเงิน ภาษี บริหารจัดการคน รวมทั้งใช้เครือข่ายที่ตนมีคอยดึงคนเก่งและองค์กรชั้นนำทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย Accelerator บริษัทและกองทุนVC มาที่สิงคโปร์ สร้างพันธมิตรกับองค์กรที่อยู่ในประเทศทั้งยังผลักดันให้เชื่อมโยงระหว่างภาคเอกชน-รัฐ-มหาวิทยาลัยมากขึ้น

โดยหัวใจของหลักการนี้คือความเชื่อที่ว่าคนเก่งนั้นเป็นเสมือน ”แม่เหล็ก” ที่ดึงดูดคนเก่งๆคนอื่นมาคล้ายกันกับแนวคิดNetwork effect ของแพลตฟอร์ม เช่น ในแพลตฟอร์มหางาน ยิ่งมีบริษัทดีๆมาเปิดรับสมัครงานตำแหน่งสำคัญก็ยิ่งมีคนเก่งเข้ามาใช้แพลตฟอร์มซึ่งจะยิ่งดึงบริษัทดีเข้ามาหาคน เป็นต้น ในระดับประเทศก็เช่นกัน ยกตัวอย่างยิ่งมี Accelerator มีกองทุนระดับโลกไปอยู่ในประเทศก็ยิ่งดึงดูดคนเก่งสตาร์ทอัพดีๆซึ่งทำให้เกิดชุมชนผู้เชี่ยวชาญที่สามารถดึงดูดกองทุนVCต่างๆเข้ามาอีก

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือระบบนิเวศน์ที่มีคนเก่งและหลากหลายมักจะจุดประกายการเรียนรู้และสร้างคนเก่งใหม่ๆในประเทศไปด้วยเสมือน”แม่เหล็ก”ที่ทำให้เหล็กธรรมดากลายเป็นแม่เหล็กไปด้วยได้ เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์แม่เหล็กนี้ไม่ได้มีแค่เพื่อดึงดูด แต่เป็นการดึงดูดเพื่อสร้างต่อยอด

2. Service mindset จากผู้คุมสู่ผู้ให้บริการ

เมื่อดึงดูดคนเข้ามาแล้วแพลตฟอร์มต้องมีการพัฒนาบริการตนเองอยู่ตลอดเพื่อคอยตอบโจทย์ว่าลูกค้าขาดอะไรและอะไรบ้างที่เราน่าจะให้บริการได้ดีกว่าให้เขาทำเอง วิธีคิดนี้นำมาใช้กับนโยบายภาครัฐได้เช่นกัน โดยรัฐต้องเปลี่ยนทัศนคติตนเองจาก”ผู้คุม”(Regulator)อย่างเดียวมาเป็นคนให้บริการ (Service Provider)เติมเต็มส่วนที่เอกชนทำเองไม่ได้ ขอยกสองตัวอย่างที่บทบาทการให้บริการของรัฐมีความสำคัญ

หนึ่ง การสร้างTalent โดยเฉพาะการผลิตคนให้ทันต่ออุตสาหกรรมโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในสิงคโปร์มีหลายโครงการที่พยายามมาอุดช่องตรงนี้ เช่น ล่าสุดมีโครงการAI for Singapore ที่มีสามส่วนคือ workshopสำหรับคนทั่วไปโดยมีการให้เงินสนับสนุน (ยิ่งมากถ้าเป็นSMEหรือผู้อายุเกิน40) สำหรับผู้บริหารในองค์กรต่างๆและสุดท้ายให้ผู้ที่ต้องการกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในอนาคตโดยสำหรับกลุ่มนี่จะมีการฝึกงานกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่อยู่ในประเทศเพื่อลงมือใช้Machine Learningแก้ปัญหาจริง

สอง โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งทุกวันนี้ไม่ได้มีเพียงแบบที่จับต้องได้เช่น รถไฟ ถนน เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำหรับเศรษฐกิจแห่งอนาคตเช่น เรื่องNational Digital ID ที่เป็นพื้นฐานแห่งการสร้างระบบการเงินและบริการสาธารณะที่คนเข้าถึงได้มากขึ้น จึงน่ายินดีที่ของไทยเราก็กำลังจะมีระบบ NDIDใช้ในเร็วๆนี้

ที่ผมเคยได้มีโอกาสลองใช้จริงคือบริการ MyInfo ของสิงคโปร์ โดยหลักการก็คือรัฐบาลมีข้อมูลของเราอยู่แล้วตามที่กรอกไว้ตามที่ต่างๆไม่ว่าจะเป็นตอนเราขอวีซ่า เช่าบ้าน ฯลฯ เวลาเราไปทำธุรการอะไร เช่น เปิดบัญชีธนาคาร แทนที่จะต้องกรอกข้อมูลซ้ำๆ และต้องหาเอกสารยืนยันว่าเป็นข้อมูลจริงเราแค่กดปุ่มอนุญาตให้ แอพฯ Myinfo ของรัฐบาลไปเปิดเอาข้อมูลของเราที่อยู่กับหน่วยงานต่างๆของรัฐบาลมาใส่และยืนยันได้เลยไม่ต้องกรอกฟอร์ม นอกจากจะสะดวกกับฝั่งผู้ใช้แล้วยังช่วยฝั่งผู้ประกอบการ เช่นบริษัทฟินเทคต่างๆสามารถผูกแอพฯของตนกับระบบMyinfo ได้เลยทำให้การยืนยันตัวตนง่ายขึ้นมาก เป็นการสร้างระบบพื้นฐานที่เสริมการพัฒนาแอพพลิเคชันและซอฟแวร์ใหม่ๆโดยเอกชน

สาม กฎกติกา ‘บริการ’หนึ่งที่เชื่อว่าธุรกิจส่วนใหญ่อยากได้จากรัฐบาลคือการลดกฎระเบียบ ขั้นตอนกระบวนการขออนุญาตที่ล้าสมัยยุ่งยาก ซ้ำซ้อนคอยเพิ่มภาระให้การทำธุรกิจในยุคที่ความยืดหยุ่นและการปรับตัวเร็วกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ทั้งกฎหมายที่ซับซ้อนยังสามารถเป็นบ่อเกิดของปัญหาคอร์รัปชั่นเปิดโอกาสให้มีการหากินใต้โต้ะอีกด้วย ดังนั้นในประเทศไทยที่มีกฎหมายกว่า 100,000ฉบับโครงการเช่น Regulatory Guillotine ที่จะมาปรับกฎหมายลดกระบวนงานที่ไม่จำเป็นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง**

3. วัฒนธรรมแห่งการทดลองและเปิดให้มีส่วนร่วม

หัวใจสำคัญของแพลตฟอร์มโมเดลคือการใช้วิธีกระบวนการ “ทดลอง-ประเมิน-ปรับปรุง” โดยในช่วงแรกทำผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เน้นความเรียบง่ายไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ ชัดเจนว่าพยายามตอบโจทย์เฉพาะเจาะจงเพียงไม่กี่ข้อไม่ใช่ครอบจักรวาล เน้นการติดตามประเมินผลเพื่อเอาเสียงตอบรับของผู้ใช้มาปรับปรุงไปเรื่อยๆ คล้ายกับว่าผู้บริโภคกลายเป็น”ผู้ร่วมผลิต” (co-creator)ไปด้วย โดยแนวทางนี้มักจะเหมาะกับโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากวางแผนนานไปกว่าจะออกจากห้องประชุมโลกก็หมุนไปไกลแล้ว

วิธีเช่นนี้เกือบจะเรียกว่าตรงกันข้ามกับการทำนโยบายของรัฐบาลต่างๆแบบดั้งเดิมที่มักจะใช้วิธีประชุม-กรอกฟอร์ม-ปกป้อง คือเน้นการวางแผนนานโดยคิดกันเองในภาครัฐหา solutionครอบจักรวาลให้ตอบแบบฟอร์มต่างๆได้ครบถ้วนไม่โดนครหาและสุดท้ายต้องคอยปกป้องว่านโยบายนั้นดีอย่างไรแทนที่จะลงมือประเมินหรือปรับปรุง ทั้งนี้จะโทษรัฐบาลอย่างเดียวก็ไม่ได้เพราะความเป็นจริงทางการเมืองมักทำให้ใช้แนวทางแบบแพลตฟอร์มโมเดลได้ยาก

เปิดพื้นที่ทดลอง เปิดข้อมูล

จึงน่าสนใจที่วันนี้เราเริ่มเห็นความพยายามในหลายประเทศในการหยิบเอาแนวทาง ประเมิน-ทดลอง-ปรับปรุง มาใช้ เช่น การทำ Sandbox หรือกล่องทราย คือ”พื้นที่ปลอดภัย”ที่ให้ฝ่ายรัฐที่กำกับดูแลและภาคเอกชนที่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่มาทดลองร่วมกันเรียนรู้ไปพร้อมๆกัน ใช้ช่วงนี้ผลิตภัณฑ์จะถูกนำมาใช้แบบจำกัดแลกกับการที่ฝั่งรัฐจะลดหย่อนความเข้มงวดทางกฎระเบียบ ในปัจจุบันผู้กำกับทางการเงินในอาเซียนส่วนใหญ่ได้มีการสร้างSandboxขึ้นมาแล้วรวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย และอีกโครงการที่น่าสนใจคือ พื้นที่การศึกษาพิเศษ หรือ Sandboxเพื่อปฏิรูปการศึกษาโดยใช้พื้นที่เป็นหลักใน 6 จังหวัด จาก 6 ภาค

แต่ในฟินแลนด์ไม่ได้หยุดแต่นั้น ทางรัฐบาลมีความพยายามกระตุ้นให้เกิดวัฒนธรรมแห่งการทดลองและเรียนรู้ร่วมกันในทุกส่วน หลายท่านอาจเคยได้อ่านถึงการทดลองและศึกษาประเมินผลการทำ Universal Basic Income (UBI) ขนาดใหญ่ระดับชาติครั้งแรกของโลกที่ใช้เวลาถึง2ปี เพื่อดูผลว่าโครงการUBIที่ถกเถียงกันทั่วโลกว่าอาจเป็นคำตอบของยุคที่เทคโนโลยีอาจมาแทนที่มนุษย์นั้นมีข้อดีข้อเสียอย่างไร และที่สำคัญเปิดข้อมูลให้คนไปศึกษาต่อยอดได้

นอกจากนี้ฟินแลนด์ยังแพลตฟอร์มชื่อภาษาอังกฤษว่า Place to Experiment เป็นพื้นที่ดิจิทัลที่เปิดให้ประชาชนสามารถเสนอไอเดียในการแก้ปัญหาสังคมหรือพัฒนาบริการสาธารณะต่างๆ เช่นอาจเป็นเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับชาติ หรือ ปัญหาขยะ มลภาวะในชุมชนก็ได้ โดยทางทีมของรัฐบาลจะใช้เครือข่ายที่มีช่วยสนับสนุนโดยการจับคู่กับองค์กรที่จะช่วยเอาไอเดียนั้นมาทำการทดลองภาคสนาม ประเมินผลและหาเงินทุนให้ด้วยจากทั้งการหานักลงทุนทั้งวิธีCrowd Funding ทั้งนี้สิ่งที่ทำให้การทำ รวบรวมไอเดียทางนโยบายในลักษณะนี้เป็นไปได้ก็คือการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงdata ที่จำเป็นในการแก้ปัญหาด้วย

Mindsetแบบคุณครูหลังห้อง

นี่คือสามแก่นของแพลตฟอร์มโมเดลที่สามารถปรับมาใช้กับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจประเทศได้ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือต้องแยกแยะว่าการนำแพลตฟอร์มโมเดลมาใช้ไม่ได้แปลว่าเราควรสร้าง “แพลตฟอร์มแห่งชาติ” ไม่ใช่ว่ารัฐจะไปสร้างแอพพลิเคชั่นแห่งประเทศตนขึ้นมาแทนที่หรือแข่งกับเอกชน ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาแบบกำปั้นทุบดิน เกิดการซ้ำซ้อนและเป็นการทำสวนทางกับวิธีคิดของแพลตฟอร์มโมเดลมากที่สุด

เพราะทัศนคติแห่งแพลตฟอร์มคือการที่คนบริหารแพลตฟอร์มเข้าใจว่า รัฐบาลไม่ได้ต้องเป็นเสมือน”ครู”ที่รู้สั่งสอนอยู่หน้าห้องเสมอ คือเราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่าง ไม่ต้องเป็นเจ้าของทุกสิ่ง ไม่ได้เป็นผู้รู้ทุกเรื่องที่สอนผู้ไม่รู้ การทำนโยบายไม่ต้องเป็นTop down เสมอไป แต่เป็น”ครูหลังห้อง” ที่ไม่ได้ยืนหน้ากระดาน เปิดพื้นที่ให้”นักเรียน”มีส่วนร่วมคิด-ทำ จะคอยเดินรอบห้อง สร้างเสริมเติมเต็มคนที่รู้และทำได้ดี คอยสังเกตรวบรวมไอเดียจากคนหลายกลุ่ม คอยชี้นำ สนับสนุนและเรียนรู้พัฒนาไปพร้อมกันด้วยการทดลอง ใช้ข้อมูลนำการตัดสินใจทำและปรับปรุงนโยบายอยู่เสมอ

**ผมขอไว้อาลัยและระลึกถึงอาจารย์เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ นักวิชาการชั้นนำของประเทศผู้เป็นบุคคลสำคัญที่ผลักดันโครงการสำคัญอย่าง Regulatory Guillotine และมีผลงานที่ช่วยจุดประกายความคิดให้ผมอย่างมากมายรวมถึงที่ใช้ในบทความนี้ Somkiat Tangkitvanich Page

https://www.facebook.com/412611772841061/posts/583024799133090?d=n&sfns=mo