เปิดแผนงาน‘อาร์เซ็ป’ ‘เอฟทีเอ’ใหญ่สุดในโลก

 

หมายเหตุ – นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แถลงแผนดำเนินงานหลังปิดการเจรจาการประชุมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรืออาร์เซ็ป (RCEP) ครั้งที่ 35 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยมีการประกาศความสำเร็จของการเจรจาสมาชิกทั้ง 15 ประเทศที่สามารถปิดการเจรจาจัดทำข้อตกลงได้ 20 บท


การประชุมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรืออาร์เซ็ป (RCEP) ครั้งที่ 35 โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมครั้งนี้ ได้มีการประกาศความสำเร็จของการเจรจาอาร์เซ็ป โดยมีประเด็นที่สำคัญคือ สมาชิกอาร์เซ็ปทั้ง 15 ประเทศ สามารถปิดการเจรจาจัดทำข้อตกลงอาร์เซ็ปได้ทั้ง 20 บท รวมถึงสามารถทำการเจรจาเปิดตลาดในส่วนที่สำคัญทุกประเด็นได้แล้ว และได้มอบให้คณะเจรจาเริ่มขัดเกลาถ้อยคำทางกฎหมาย เพื่อลงนามความตกลงอาร์เซ็ปในปี 2563 ในส่วนของอินเดียยังมีประเด็นคงค้างที่ต้องเจรจาร่วมกันต่อ ซึ่งสมาชิกอาร์เซ็ปได้ตกลงที่จะทำงานร่วมกัน เพื่อหาข้อยุติในประเด็นคงค้างของอินเดียต่อไป

ในเบื้องต้นขั้นตอนต่อไป สมาชิกอาร์เซ็ปทั้ง 15 ประเทศ ก็จะต้องจัดให้มีการประชุมระดับเจ้าหน้าที่ขึ้นเพราะว่าการบ้านที่ได้รับมาจากผู้นำก็คือ ให้เร่งกระบวนการขัดเกลาถ้อยคำทางกฎหมายของความตกลงทั้ง 20 บท ซึ่งคาดว่าการดำเนินการน่าจะเสร็จสิ้นประมาณช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2563 และคาดว่าไม่น่าจะเกินไตรมาสที่ 2 ในส่วนของรายละเอียดว่าจะมีการจัดประชุมระดับเจ้าหน้าที่กี่ครั้ง และมีไทม์ไลน์ว่าจะเสร็จในช่วงใดแน่ชัดนั้นคงต้องรอสักพัก เพื่อให้ทั้ง 15 ประเทศสมาชิกประสานงานร่วมกันก่อน ส่วนหน่วยที่เชื่อว่าน่าจะเป็นหน่วยงานหลักที่ดำเนินการประสานงานกับสมาชิกอาเซียนทั้ง 15 ประเทศ ก็น่าจะเป็นฝ่ายเลขาธิการอาเซียน ทั้งนี้ ตัวไทม์ไลน์หากเสร็จในไตรมาสที่ 1 เร็วสุดประมาณเดือนมีนาคม และไม่น่าจะเกินเดือนมิถุนายน เพื่อให้ประเทศสมาชิกอาร์เซ็ปมีเวลาในการดำเนินกระบวนการภายใน เพื่อที่จะสามารถลงนามร่วมกันให้ได้ภายในปี 2563 ตามที่ผู้นำตั้งเป้าไว้

โดยคำว่าดำเนินกระบวนการภายใน คิดว่าขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ แต่ในส่วนของประเทศไทย เราคงจะต้องเอาความตกลงทั้ง 20 บท กับการเปิดตลาดที่เจรจามาได้ ขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้กำหนดแผนการทำงานเอาไว้แล้ว เพราะว่าความตกลงอาร์เซ็ปทั้ง 15 ประเทศที่จะเดินหน้าไปก่อน อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นความตกลงที่มีขนาดใหญ่ ถือเป็นความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ฉบับแรกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพราะฉะนั้นการสร้างความเข้าใจกับประชาชนและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ก็ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยสิ่งที่กรมเจรจาฯได้รับนโยบายจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการดำเนินการคือ สัปดาห์หน้าในวันที่ 14 พฤศจิกายน จะมีการจัดประชุมหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึงภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อแจ้งเรื่องมติที่ประชุมของผู้นำอาร์เซ็ป และหารือในข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเจรจา เพื่อเป็นการสรุปข้อมูลสำคัญ ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรู้อีกครั้ง

ในด้านที่ 2 กรมเจรจาฯได้เตรียมที่จะจัดการสัมมนาใหญ่ เพื่อประชาสัมพันธ์ผลการเจรจาที่เกิดขึ้น รวมถึงหารือกันถึงผลประโยชน์และผล
กระทบของประเทศไทยที่อาจจะเกิดขึ้น โดยจะจัดขึ้นที่กระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 16 ธันวาคม หลังจากนั้นจะมีการลงพื้นที่ทั้ง 4 ภูมิภาคของไทย อาทิ เชียงใหม่ สงขลา อุดรธานี และชลบุรี ในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือต้องการสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องว่า เราได้สรุปความตกลงอาร์เซ็ปมาแล้ว ประโยชน์และสาระสำคัญของความตกลงเป็นอย่างไร ประโยชน์และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร เพื่อให้ผู้ประกอบการ
เตรียมตัวได้ทัน

กรอบข้อตกลงอาร์เซ็ปถือเป็นเอฟทีเอที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยหากมีอินเดียรวมเข้ามาด้วย ก็จะมีประชากรอยู่ที่ 3,500 ล้านคน แต่หากอินเดียยังไม่มีความพร้อมที่จะเข้าร่วมความตกลง ก็จะทำให้ 15 ประเทศสมาชิกรวมกันแล้วจะมีประชากรอยู่ที่ 2,200 ล้านคน หรือประมาณ 30% ของประชากรโลก ก็ยังถือว่าเป็นเอฟทีเอที่ใหญ่อยู่ดี มีจีดีพีอยู่ที่ประมาณ 24.5 ล้านล้าน เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 28.96% ของจีดีพีโลก มีมูลค่าการค้ารวมกันอยู่ที่ 10.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 27.22% ของมูลค่าการค้าโลก

โดยทั้ง 15 ประเทศสมาชิก มีมูลค่าการค้าขายกับประเทศไทย อยู่ที่ประมาณ 2.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 57.3% ของการค้าทั้งหมดของไทย ทำให้มองว่าการมีข้อตกลงอาร์เซ็ปขึ้น จะทำให้ช่วยสร้างแต้มต่อและลดความซับซ้อนในเรื่องกฎระเบียบการค้าต่างๆ รวมทั้งกฎถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงจะส่งผลให้ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดมีกฎเกณฑ์มาตรฐานต่างๆ ร่วมกัน โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับเรื่องห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยในหลายๆเรื่อง ทั้งเรื่องการค้าสินค้าต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีการทำเอฟทีเอกับประเทศสมาชิกอาร์เซ็ป แต่ว่าการเปิดตลาดอาจจะยังมีไม่มากพอ ซึ่งอาร์เซ็ปจะเข้ามาช่วยทำให้ไทยได้รับประโยชน์มากขึ้น จากการที่สมาชิกอาร์เซ็ปเปิดตลาดมากกว่าเดิม โดยเฉพาะสินค้า เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องแต่งกาย ผลิตภัณฑ์การเกษตร อาทิ มันสำปะหลัง อุปกรณ์ไฟฟ้า และเคมีภัณฑ์ นอกจากนั้น ยังมองว่าเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปลงทุน ในประเทศสมาชิกอาร์เซ็ป ในสาขาที่ประเทศไทยมีศักยภาพ เช่น ด้านสุขภาพ ก่อสร้าง ค้าปลีก ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์ และความบันเทิง

ขณะนี้อินเดียยังติดในเรื่องอะไรนั้น อาจจะเห็นในข่าวแล้วว่า อินเดียเองมองว่าที่ผ่านมา อินเดียอาจจะยังมีการขาดดุลการค้ากับหลายประเทศ อีกทั้งตัวความตกลงที่มีอยู่ในขณะนี้ อินเดียอาจจะยังต้องการเวลาในการหารือภายในเพิ่มเติมกับสมาชิกในเรื่องต่างๆ เช่น การเปิดตลาด หรือเรื่องที่มีเป็นประโยชน์กับอินเดีย โดยหากตามเป้าหมายที่ผู้นำอาร์เซ็ปตั้งไว้ในปี 2561 ว่าอยากให้หาข้อสรุปในการเจรจาอาร์เซ็ปในปี 2562 สิ่งที่อินเดียร่วมแถลง ก็อาจจะเห็นได้ว่ายังไม่ได้ร่วมกับสมาชิกทั้ง 15 ประเทศ เพราะอินเดียเห็นว่ายังมีประเด็นคงค้างที่ต้องเจรจาหรือทำงานต่อ โดยอันนี้เป็นสิ่งที่อินเดียแจ้งกับสมาชิกในที่ประชุม ส่วนรายละเอียดคงจะไม่สามารถพูดแทนอินเดียได้

ตลาดส่งออกใหม่ๆ ที่จะมีเพิ่มมากขึ้น ขึ้นอยู่กับว่าความตกลงจะมีผลบังคับใช้เมื่อใด เพราะปี 2563 น่าจะเป็นกระบวนการที่จะลงนามร่วมกัน ซึ่งหลังจากลงนามแล้ว ประเทศสมาชิกทั้งหมดก็ต้องไปดำเนินการเพื่อให้สัตยาบัน ในส่วนของประเทศไทย เราจะต้องเอาความตกลงเข้ารัฐสภาเพื่อให้สัตยาบัน โดยในเบื้องต้นตัวความตกลงอาร์เซ็ปที่ประเทศสมาชิกตกลงกันนั้น การจะมีผลใช้บังคับของความตกลง จะต้องมีสมาชิกอาเซียนอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง หรือ 6 ประเทศให้สัตยาบัน และสมาชิกอาร์เซ็ปต้องมีอย่างน้อย 4 ประเทศที่ต้องให้สัตยาบัน จึงคิดว่าอย่างเร็วความตกลงอาร์เซ็ปน่าจะมีผลใช้บังคับได้ในปี 2564

สำนักเลขาธิการอาเซียนจะเป็นหน่วยช่วยประสานงาน คงจะต้องมีการประชุมระดับเจ้าหน้าที่ของสมาชิกอาร์เซ็ปอยู่แล้ว ซึ่งอินเดียก็ยังถือเป็นสมาชิกอาร์เซ็ปเช่นกัน โดยการเจรจาครั้งต่อๆ ไป อินเดียจะสามารถเข้าร่วมการประชุมได้หรือไม่นั้น จะต้องรอการประสานงานก่อนว่าจะมีรายละเอียดและเป็นช่วงเวลาประมาณเท่าใด เพราะตรงส่วนนี้จะเห็นภาพชัดเจนขึ้น โดยการที่อินเดียจะเข้ามาสร้างความหวัง ในการแสดงความต้องการเข้าร่วมข้อตกลงด้วย แต่ท้ายที่สุดแล้วไม่มีการลงนามจริงเกิดขึ้น จะเป็นไปได้หรือไม่นั้น เบื้องต้นกำลังจะบอกว่าการขัดเกลาในส่วนของกฎหมายความตกลง เป็นสิ่งที่ต้องทำกันทั้งหมดใน 15 ประเทศสมาชิก เพราะขณะนี้ทั้ง 15 ประเทศ สามารถปิดการเจรจาร่วมกันได้แล้ว และผู้นำก็มอบให้คณะการเจรจาทั้ง 15 ประเทศ เริ่มกระบวนการขัดเกลากฎหมาย เพื่อที่จะลงนามให้ได้ในปี 2563 ส่วนของอินเดียยังมีประเด็นคงค้าง ทำให้ขึ้นอยู่กับการประสานว่าการเจรจาหรือการหารือกันในประเด็นคงค้างของอินเดีย จะพร้อมหารือกันเมื่อใด

การหารือที่คาดว่าจะทำได้ในช่วงไตรมาส 1 หรือไตรมาส 2 ปี 2563 จะเป็นกระบวนการขัดเกลากฎหมายร่วมกัน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เบื้องต้นตั้งเป้าไว้ว่าจะทำให้เสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2563 แต่ก็ต้องดูความเป็นไปได้ด้วยว่า หากเป็นเดือนมิถุนายน จะมีเวลาเหลือให้สมาชิกดำเนินกระบวนการภายในได้ทัน เพื่อให้สามารถลงนามสัญญาความตกลงร่วมกันได้ในปี 2563 เพราะฉะนั้นระยะเวลาที่จะนิ่งจริงๆ อาจจะต้องรอให้มีการหารือกันในระดับเจ้าหน้าที่ก่อน เนื่องจากอาจเป็นไปได้ว่าจะมีการปรับเวลาให้เร็วขึ้น เพื่อให้เวลากับสมาชิกทั้ง 15 ประเทศ ไปดำเนินกระบวนการภายใน ให้ทันกับการลงนามในปี 2563

ส่วนประเด็นคงค้างของอินเดียว่าจะกลับมาหารือกันอีกครั้งในช่วงใดนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้มีการหารือร่วมกัน ซึ่งคงต้องให้เวลา และเป็นความพร้อมของอินเดียเองด้วย โดยการเจรจาเอฟทีเอหรือว่าการเปิดเสรี ความจริงจะมี 2 ด้านอยู่แล้ว จะเป็นด้านที่มองเห็นโอกาสในการส่งสินค้าและบริการ รวมถึงการลงทุนไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในสมาชิกอาร์เซ็ปที่ไทยทำข้อตกลงด้วย ในขณะเดียวกัน ก็คงจะมีหลายๆ ประเทศที่เล็งเห็นศักยภาพของประเทศไทย และพร้อมที่จะเข้ามาลงทุน หรือร่วมทุน และใช้ไทยเป็นฐานในลงทุนการผลิต เพื่อที่จะส่งออกไปในภูมิภาคเดียวกันก็ได้ ซึ่งเราก็หวังว่าการจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย อาจจะเป็นโอกาสในการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆ ของหลายประเทศที่เป็นสมาชิกอาร์เซ็ปเข้ามาใช้ในไทย ที่จะเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพในการผลิตของไทย และกระจายไปในภูมิภาคด้วย

ขณะนี้ประเทศสมาชิกอาร์เซ็ปยังไม่มีการหารือเกี่ยวกับกรณีที่หากอินเดียไม่สามารถทำข้อตกลงอาร์เซ็ป และไม่เอาอาร์เซ็ปแล้วจะเป็นอย่างไร เนื่องจากในขณะนี้ อย่างน้อยประเทศสมาชิกทั้ง 15 ประเทศ ก็ได้ประกาศแล้วว่า สามารถปิดข้อตกลงการเจรจาอาร์เซ็ปได้ และ 15 ประเทศจะทำงานกันต่อไป เพื่อให้สามารถลงนามร่วมกันได้ โดยมองว่า 15 ประเทศมีการเดินหน้าและมีความพร้อมแล้ว เนื่องจากเจรจากันมา 7 ปี และได้ทำตามมติของผู้นำที่ให้ไว้ตั้งแต่ 2561 ว่าปี 2562 จะต้องปิดการเจรจาให้ได้

ตัวแถลงการณ์ท่ามกลางสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลก ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เรายืนยันว่าอาร์เซ็ปเป็นข้อพิสูจน์ความมุ่งมั่นของพวกเรา ในการสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้า และการลงทุนที่เปิดกว้าง ประเด็นที่เห็นประโยชน์คือ การขยายห่วงโซ่การผลิต เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและธุรกิจ รวมถึงผู้ผลิตและผู้บริโภค เนื่องจากต้องการให้ภูมิภาคเป็นศูนย์กลางของการเจริญเติบโต ซึ่งเป็นเหตุและผลว่าทำไมทั้ง 15 ประเทศสมาชิกอาร์เซ็ปจึงเห็นตรงกันว่าได้เวลาที่จะต้องสรุปผลของการเจรจาร่วมกันแล้ว

บทความก่อนหน้านี้‘บิ๊กป้อม’ กำชับจนท.เฝ้าระวัง’หยุดสุดสัปดาห์-ลอยกระทง อย่าประมาท
บทความถัดไปหนองคาย ไฟไหม้ห้องครัวเกสต์เฮาส์ ลามอาคารนั่งเล่นริมโขงวอด 2 หลัง คาดไฟฟ้าลัดวงจร