‘ส.นักวิชาการอ้อย’​ ชี้รัฐแบน 3 สารเคมี ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรกว่า 5.8 หมื่นลบ.

11.11.19 | 15:56 น.

นายกิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์​ผลกระทบจากมติการยกเลิก (แบน)​ ใช้สารเคมี​อันตราย 3 ชนิด คือ​ พารา​ควอต​ ไกล​โ​ฟ​เซต​ และ​คล​อร์​ไพร​ิ​ฟอส โดยเฉพาะพาราควอต คาดว่าหากเลิกใช้จะส่งผลกระทบในระดับเกษตรกร อุตสาหกรรมแปรรูปที่ใช้วัตถุดิบทางการเกษตร และการส่งออก ในปี 2563 ทั้งนี้ คาดว่าผลผลิตจะลดลง 20-50% ถ้าไม่ใช้สารพาราควอตในช่วงอ้อยย่างปล้อง จะทำให้อ้อยหายไปถึง 67 ล้านตันต่อปี เกษตรกรสูญเสียรายได้ไปกว่า 5 หมื่นล้านบาท รวมถึงใบและยอดจะสูญหายไป 11 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 7.4 พันล้านบาท หรือจะสร้างความเสียหายให้เกษตรกว่า 5.8 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ยังส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ปริมาณน้ำตาลทรายดิบจะหายไปประมาณ 6.7 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 4.7 หมื่นล้านบาท รวมทั้งกากน้ำตาลจะหายไป 3.3 ล้านตัน คิดเป็นรายได้ 1 หมื่นล้านบาท สร้างความเสียหายต่อการผลิตเอทานอลประมาณ 8.4 ร้อยล้านลิตร คิดเป็นรายได้ 1.8 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน กากชานอ้อย วัตถุดิบสำคัญในการผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าชีวมวล จะหายไปไม่ต่ำกว่า 20 ล้านตัน สูญรายได้ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท ทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าจ่ายเข้าสู่ระบบอย่างน้อย 67.4 เมกะวัตต์ เทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของจ.แม่ฮ่องสอน อย่างน้อย 6 เดือน คิดเป็นรายได้ที่หายไป อัตรา 2.7 บาทต่อหน่วย หรือประมาณ 182 ล้านบาท รวมภาคอุตสาหกรรมและที่เกี่ยวเนื่องสูญเสียทั้งสิ้น 9.2 หมื่นล้านบาท

สำหรับ ผลกระทบต่อการส่งออกไปต่างประเทศ อุตสาหกรรมน้ำตาลไทยพึ่งพิงรายได้จากการส่งออก คิดเป็น 75% ของผลผลิตน้ำตาลทั้งหมด ส่วนที่เหลือใช้ในประเทศ ปริมาณส่งออกประมาณ 10-11 ล้านตันต่อปี เหตุที่ไทยแข่งขันในตลาดโลกได้ดี เพราะต้นทุนอ้อยในการผลิตน้ำตาลของไทยอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก แต่ปัจจุบันเกิดวิกฤตอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เนื่องจากราคาอ้อยตกต่ำมาก ทำให้ภาครัฐต้องช่วยเหลือชาวไร่อ้อยในเรื่องต้นทุนในส่วนของปัจจัยการผลิต ซึ่งเป็นแนวทางเดียวที่รัฐจะช่วยได้โดยไม่ขัดกับข้อตกลงองค์กรการค้าโลก (ดับเบิ้ลยู​ทีโอ) ที่กำหนดห้ามสนับสนุนเงินช่วยเหลือ

นายกิตติ กล่าวต่อว่า แต่วิกฤตเดิมไม่ทันจะแก้ไข รัฐบาลกลับประกาศแบนสารเคมีอันตราย 3 ชนิด ทั้งนี้ มองว่าทางออกเดียวที่จะช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมได้ จึงอยากให้รัฐพิจารณาใหม่อีกครั้ง และต้องเร่งรีบจัดการปัญหาโดยด่วน ไม่เช่นนั้นจะกระทบฤดูการปลูกต่อไปของอ้อยทันที โดยตนขอเสนอให้รัฐบาลเร่งหารือกับภาคอุตสาหกรรมเกษตรที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อป้องกันปัญหา​ที่จะเกิดขึ้นโดยเร็ว