นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ศึกษารายงานเรื่อง “ความเสี่ยงระดับภูมิภาคในการประกอบธุรกิจ (Regional Risk of Doing Business 2019) ที่จัดทำโดยสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ซึ่งได้นำเสนอข้อมูลการจัดอันดับความเสี่ยงในการทำธุรกิจของภูมิภาคต่างๆทั่วโลก พบว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบางอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2 ปี 2562 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด 7 อันดับแรกของโลก ได้แก่ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น เยอรมัน สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศสและอินเดีย ซึ่งมีสัดส่วนการผลิตรวม 60% ของการผลิตโลก มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปี 2561 รวมทั้งหนี้สาธารณะโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด 225% ของจีดีพีโลก ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอของภาคการเงินสาธารณะในทุกภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลเกี่ยวเนื่องต่อ ความเสี่ยงในด้านอื่น อาทิ การจ้างงาน การจัดสวัสดิการของภาครัฐแก่ประชาชน และราคาพลังงาน เป็นต้น
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า ทำให้ประเมินได้ว่าในปี 2562 คาดการณ์ว่าโลกจะมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับการพัฒนาในระดับภูมิภาคและระดับโลกในวงกว้าง ความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภัยคุกคามที่มีความหลากหลาย และความเสี่ยงต่างๆ จะทำให้แต่ละภูมิภาคมีความจำเป็นต้องร่วมมือกันเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ซึ่งการแก้ปัญหาด้วยความร่วมมือกันในระดับภูมิภาคจะสามารถดำเนินการในมุมมองที่แตกต่างและเติมเต็มการแก้ปัญหาที่เดิมไม่สามารถแก้ไขได้
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ได้จัดอันดับความเสี่ยงในการทำธุรกิจทั่วโลกปีนี้ 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.วิกฤติทางการเงิน 2. การโจมตีทางไซเบอร์ 3. ภาวะการว่างงาน 4.วิกฤติราคาพลังงาน5. ความล้มเหลวของรัฐบาล 6. ความวุ่นวายทางสังคม 7. การโจรกรรมข้อมูล 8. ความขัดแย้งระหว่างรัฐ 9. การขาดโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ 10. เศรษฐกิจฟองสบู่
สำหรับความเสี่ยงในการทำธุรกิจสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกนั้น แบ่งได้เป็น 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเทคโนโลยี ด้านภูมิรัฐศาสตร์ และด้านเศรษฐกิจ โดยสรุป 10 อันดับความเสี่ยงในการทำธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ได้แก่ 1.ภัยธรรมชาติ 2. การโจมตีทางไซเบอร์ 3.ความขัดแย้งระหว่างรัฐ 4.วิกฤตการณ์ทางการเงิน 5.เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศที่รุนแรง 6. เศรษฐกิจฟองสบู่ 7. การโจรกรรมข้อมูล 8. วิกฤติราคาพลังงาน 9. ภาวการณ์ว่างงาน 10. ความล้มเหลวของรัฐบาล
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวเพิ่มว่า จากการศึกษายังพบว่า ความเสี่ยงในการทำธุรกิจในประเทศไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. เศรษฐกิจฟองสบู่ 2. ความล้มเหลวของรัฐบาล 3. การโจมตีทางไซเบอร์ 4. ภัยพิบัติทางธรรมชาติและโดยมนุษย์ และ 5. ความไม่มั่นคงทางสังคม ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรมีการศึกษาเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการด้านการค้าและการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการต่างประเทศ รวมทั้งหาทางแนวทางและมาตรการป้องกันและรับมือกับความเสี่ยงต่างๆอย่างเป็นรูปธรรมด้วย
“สนค.จะดำเนินการการติดตามรายงานผลสำรวจ การจัดอันดับและการศึกษาต่างๆ ขององค์กรที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก อาทิ ธนาคารโลก และสภาเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ประเด็นทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย นับเป็นหน้าที่สำคัญของสำนักงานฯที่จะสนับสนุนข้อมูลและให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการ ให้ตระหนักถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันที่มีความเชื่อมโยงและเกี่ยวเนื่องกัน เพื่อส่งเสริมการค้าเชิงรุก ให้สามารถขยายตลาดไปยังภูมิภาคต่างๆ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการประกอบธุรกิจให้เพิ่มมากขึ้น” นางสาวพิมพ์ชนก กล่าว

