นายเพชร โอสถานุเคราะห์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/62 (งวดเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2562) ว่ายังรักษาอัตราการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง มีกำไรสุทธิมูลค่า 838 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่งผลให้กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 2,436 ล้านบาท จากความสำเร็จของกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบำรุงกำลังที่ยังรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับหนึ่งไว้ที่ 53.5% ตามเป้า อีกทั้งยังเป็นผู้นำตลาดในส่วนเครื่องดื่ม Functional Drinks จากความสำเร็จของเครื่องดื่มซี-วิต และเปปทีน
“กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มมีการเติบโตในสินค้ากลุ่มหลักทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหลักอย่าง เอ็ม-150 ยังคงเป็นผู้นำตลาดมีส่วนแบ่งถึง 37% เครื่องดื่มบำรุงกำลังที่มีส่วนผสมของสมุนไพรอย่าง โสมอินซัม รวมทั้งกลุ่มเครื่องดื่ม Functional Drinks ที่ได้รับความนิยมอย่างเครื่องดื่มซี-วิต (C-Vitt) และเปปทีน เติบโตถึง 37.8% และ 31.8% ตามลำดับ” นายเพชรกล่าวและว่า ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “วีพลัส” เป็นเครื่องดื่มผสมเกลือแร่ วิตามินซี และคลูมินต์ และเครื่องดื่ม “สลิมม่า” เครื่องดื่มช่วยควบคุมน้ำหนัก ซึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 ชนิดนี้ใช้รูปแบบการสร้างธุรกิจแบบสตาร์ตอัพคือออกสินค้าลองตลาดเจาะผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มและจัดจำหน่ายในช่องทางเฉพาะ (Selective Channel) อาทิ ช่องทางออนไลน์ และสถานออกกำลังกาย โดยจะใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล แบรนด์ “เบบี้มายด์” นายเพชรกล่าวว่า ยังคงรักษาความเป็นผู้นำในตลาดสบู่เหลวสำหรับเด็ก ต่อยอดความสำเร็จจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เบบี้มายด์ สวีท อัลมอนด์ ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี นอกจากนั้น ยังได้รับผลดีจากกลยุทธ์ควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่าย หรือ Fit Fast Firm อาทิ การปรับสูตรสินค้า การปรับบรรจุภัณฑ์ และอื่นๆ ส่งผลดีต่ออัตราการทำกำไรขั้นต้นให้ปรับตัวดีขึ้นเป็น 34.6% หรือเพิ่มขึ้น 2.8% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา หนุนอัตรากำไรสุทธิให้เพิ่มขึ้นเป็นไปตามแผนที่วางไว้
“การตลาดเชิงรุกและการค้นคว้าวิจัยสร้างสูตรสินค้าใหม่ๆ ช่วยให้เราตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว ทำให้เรารักษาความเป็นผู้นำในตลาดของผลิตภัณฑ์กลุ่มต่างๆ ได้ดี นอกจากนี้ ไตรมาสที่ผ่านมา เราได้มีการเปิดโรงงานผลิตขวดแก้วที่ตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมโรจนะและโรงงานผลิตแป้งแห่งใหม่ที่ตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว” นายเพชรกล่าว
นายเพชร กล่าวถึงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ว่า โอสถสภาต่อยอดความสำเร็จจากการเป็นผู้นำตลาดในประเทศไทยเพื่อขยายเข้าสู่ตลาดเวียดนามโดยเข้าซื้อหุ้นสัดส่วน 60% ในบริษัท Osotspa VTA Joint Stock Company ประกอบธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบำรุงกำลังในประเทศเวียดนาม ขณะที่กลุ่มประเทศ CLM (กัมพูชา ลาว และเมียนมาร์) ซึ่งเป็นตลาดหลักของบริษัทฯ ยังคงรักษาอัตราการเติบโตที่ดีได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน ได้ขยายการลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตเครื่องดื่มแห่งใหม่ที่เมียนมาร์คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ และจะเริ่มดำเนินการผลิตอย่างเป็นทางการในไตรมาส 1/63 ตามแผน รวมทั้งวางแผนลงทุนในโรงงานผลิตขวดแก้วในเมียนมาร์เพิ่มเติมผ่านกลุ่มบริษัท Myanmar Golden Eagle Company Limited (MGE) และบริษัท Myanmar Golden Glass Company Limited (MGG) เพิ่มอัตรากำไรให้ดีขึ้น จากระบบการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิภาพในการผลิตที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2564

