เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวระหว่างเยือนกรุงอีสตันบูล ประเทศตุรกี และเป็นประธานการลงนามข้อตกลง (เอ็มโอยู)กลุ่มสินค้ายางพารา และผลิตภัณฑ์สินค้าอาหาร ระหว่างนักธุรกิจไทยและตุรกี ว่า ตุรกีถือเป็นประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่ มีประชากรถึง 80 ล้านคน มีนักท่องเที่ยวมาเยือนปีละกว่า 40 ล้านคนและตุรกีตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทางการค้าสำคัญเป็นประตูสู่ 3 ทวีป คือเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา สามารถเชื่อมต่อการค้าได้ทั้งทางด้านเหนือ ใต้ ตะวันตก และตะวันออก
ดังนี้ ตุรกีจึงเป็นตลาดที่ไทยเห็นว่ามีศักยภาพ และตุรกีกับไทยมีความสัมพันธ์ที่ดี ขณะที่ไทยเป็นประเทศอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์ได้เปรียบในภูมิภาคเอเชีย คือ เป็นประตูสู่เอเชีย มีเส้นทางการค้าที่สะดวกเชื่อมต่อไปอาเซียน จีน และอินเดีย พร้อมกันนี้ ไทยและตุรกีกำลังเจรจาเปิดเสรีการค้า(เอฟทีเอ)ระหว่างกัน คาดว่าจะแล้วเสร็จในกลางปี 2563
“การทำเอฟทีเอทั้งไทยและตุรกี จะมีศักยภาพในอุตสาหกรรมที่มีความใกล้เคียงกัน เช่น ยานยนต์ ยางพารา สิ่งทอ อัญมณี การเกษตร และอาหาร คาดหวังหลังจากเอฟทีเอไทยตุรกีเสร็จปี 2565 การค้า 2 ฝ่ายจะเพิ่มเป็น 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ การเยือนครั้งนี้ เพื่อนำสินค้ายางพารามาเป็นจุดขาย เพราะตุรกีเป็นประเทศนำเข้ายางพาราและผลิตภัณฑ์ยางรายสำคัญของโลก และไทยยังผลักดันนำเข้าผลิตภัณฑ์การเกษตรอื่นๆด้วย เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ทูน่ากระป๋อง และอาหาร ” นายจุรินทร์ กล่าว
นายจุรินทร์ กล่าวว่า ในการเยือนครั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า ได้จัดลงนามข้อตกลง(MOU)ระหว่างไทยผู้ขายและตุรกีผู้ซื้อ ในกลุ่มสินค้ายางพาราและผลิตภัณฑ์อาหาร อาทิ ผู้ส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ไทย บริษัทไทยฮั้ว จำกัด(มหาชน) กับ บริษัท KOLSAN TYPE ผู้ส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ไทย บริษัทไทยฮั้ว จำกัด(มหาชน) กับ บริษัท Sayeste Kaucak
การยางแห่งประเทศไทย กับ Turkish Rubber Association การยางแห่งประเทศไทย กับ REP Kaucak ผู้ส่งออกข้าวไทย บริษัท โตมี อินเตอร์เทรด จำกัด กับ บริษัท Dervisoglu ผู้ส่งออกข้าวไทย บริษัท เอส อินเตอร์ ไรซ์ จำกัด กับ บริษัท Harbiyeli ผู้ส่งออกมันสำปะหลังไทย บริษัท SB Premier Product จำกัด กับ บริษัท Argo Pacific ,ผู้ส่งออกมันสำปะหลังไทย บริษัท Chaiyong Agricultural Silo จำกัด กับ บริษัท Argo Pacific ,ผู้ส่งออกมันสำปะหลังไทย บริษัท Thong Tapioca (1999)จำกัด กับ บริษัท Argo Pacific และ ผู้ส่งออกไทย บริษัท สุรีย์ อินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด กับ บริษัท Dolfin Gida ซึ่งเกิดมูลค่าการขาย อาทิ ยางพารา 60,000 ตัน มูลค่า 2,727 ข้าว 6,000 ตัน มูลค่า 85 ล้านบาท มันสำปะหลัง 150,000 ตัน มูลค่า 650 ล้านบาท ซอสปรุงรส 10 ล้านบาท หมอนยางพารา 10 ล้านชิ้นมูลค่า 12,000 ล้านบาท เป็นต้น และสร้างมูลค่าการขายประมาณ 15,512 ล้านบาท สินค้าล็อตแรกเริ่มส่งออกเดือนธันวาคม 2562

