หน้าแรก เศรษฐกิจ ตรวจสุขภาพการ...

ตรวจสุขภาพการเงินช่วงเกษียณกับ “หมอนัท” เปิดกลยุทธ์ปลูกเงินงอกเงยจาก 1,500 เป็น 13 ล้าน

15.06.16 | 21:50 น.

แม้จะเรียนจบสัตวแพทย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่หมอนัท ธนัฐ ศิริวรางกูร กลับผันตัวมาเอาดีในวงการการเงิน นอกจากจะเป็นนักลงทุนในกองทุนจนขึ้นชื่อว่ามี “อิสระภาพทางการเงิน” แล้ว ยังเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในประเทศไทยที่ทำอาชีพ “นักวิเคราะห์กองทุน” พ่วงด้วยอาชีพที่ปรึกษาการเงินอิสระ วิทยากรพิเศษบรรยายให้ความรู้ด้านการลงทุนกับลูกค้าบริษัทหลักทรัพย์ มหาวิทยาลัย และบริษัทเอกชน เป็นนักเขียนด้านวางแผนการเงินในเว็บไซต์ต่างๆ เช่น Aommoney, Finnomena เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “คลินิกกองทุน” ออกพ็อกเก็ตบุ๊กด้านการเงิน 4 เล่ม และอื่นๆ มากมาย

คุณหมอเล่าว่า สนใจทำเงินให้งอกเงยมาตั้งแต่เรียนสัตวแพทย์ พอเรียนจบจึงใส่เงินลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ช่วงปี 2550 เจอวิกฤตซับไพรม์ หรือคนไทยเรียกกันว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ทำให้เงินในพอร์ตลงทุนหายไปครึ่งหนึ่ง เลยกลับมาคิดว่าต้องมีอะไรที่ยังไม่รู้ จึงตัดสินใจเรียนต่อการเงิน ที่มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมเข้าเรียนหลักสูตรทางด้านการเงิน วางแผนการเงินและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ นำความรู้ที่ได้มาปรับพอร์ตการลงทุนของตัวเองพลิกจากขาดทุนเป็นกำไร ด้วยสไตล์การลงทุนใส่เงินในกองทุนรวม 50-60% ที่เหลือลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ และหุ้น

เคล็ดลับที่ทำให้การลงทุนประสบความสำเร็จคือ ก่อนลงทุนจะต้องมีเงินสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉินประมาณ 3-6 เท่าของรายรับ เวลาเกิดเหตุจำเป็นสามารถหยิบเงินก้อนนี้มาใช้โดยไม่ต้องไปยุ่งกับเงินลงทุน เมื่อมีเงินสำรองแล้ว เงินที่ลงทุนจึงกลายเป็นเงินเย็นจะลงทุนได้เสี่ยงมากขึ้น

ส่วนการแบ่งเงินขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของแต่ละคนว่ารับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน อย่างที่เคยเขียนไว้ในหนังสือ “ฉลาดทุกเรื่องยกเว้นเรื่องเงิน” ส่วนใหญ่จำกันว่าเราควรซื้อบ้านก่อนซื้อรถ แต่จริงๆ แล้วขึ้นอยู่กับ “สุขภาพทางการเงิน” ของคุณเพียงพอที่จะซื้อหรือไม่มากกว่า

สุขภาพการเงินของใครเป็นอย่างไรเรื่องนี้ต้องเจาะเป็นรายบุคคล แต่ให้ดูคร่าวๆ คือต้องมีหนี้สินไม่เกิน 40% ของรายได้ มีเงินเก็บไม่น้อยกว่ารายรับ 3-6 เดือน หากมีเงินฝากในธนาคารมากเกินไปก็ไม่ดีเช่นกัน เพราะเงินที่อยู่ในธนาคารดอกเบี้ยน้อยไม่งอกเงยและแพ้เงินเฟ้อ ที่สำคัญคือต้องมีเงินเก็บไว้ใช้ยามเกษียณ

Advertisement

เงินเก็บเพื่อวัยเกษียณสำคัญมาก ถ้าอายุ 60 เลิกทำงานแต่มีเงินเหลือใช้แค่ 5 ปี ลูกหลานต้องมาดูแลต่อ กระทบค่าใช้จ่ายของพวกเขาเพราะต้องแบ่งมาดูแลพ่อแม่ ลูกหลานเองก็เก็บเงินเพื่อเกษียณไม่ได้อีกกลายเป็นวงจร “ป่วยการเงิน” จากรุ่นสู่รุ่น ส่วนคนที่ไม่มีลูกหลานก็ต้องพึ่งพิงสวัสดิการจากรัฐบาล เดือดร้อนงบประมาณพัฒนาประเทศ เรียกได้ว่า “แค่มีเงินเกษียณพอใช้ช่วยได้ทั้งครอบครัวและช่วยได้ทั้งประเทศชาติด้วย”

มาถึงขั้นตอนเก็บเงินอย่างไรให้พอใช้ยามเกษียณ มองว่าเกษียณแล้วมีเงินก้อนสัก 10 ล้านบาทกำลังพอดี หากมีเงินน้อย 3 ล้านบาทเหมาะสำหรับผู้ที่จะใช้ชีวิตในต่างจังหวัด และ 5 ล้านบาท พออยู่ได้สำหรับคนเมือง แต่จะให้อยู่สุขสบายคือ 20 ล้านบาท เพราะจะเพียงพอสำหรับการท่องเที่ยวและรักษาตัว อัตราส่วนการออมที่เหมาะสม เด็กจบใหม่ออมเดือนละ 10% ต่อรายได้ก็น่าจะเพียงพอต่อเงินเกษียณทั้งหมดแล้ว

“สมมุติว่ามีเงินเดือน 15,000 บาท ลงทุนเดือนละ 1,500 บาท โดยไม่ต้องเพิ่มสัดส่วนการลงทุน ทำแบบนี้เรื่อยๆ ลงทุนยาวรับผลตอบแทนประมาณ 12% ต่อปี คิดว่าเกษียณน่าจะมีเงินประมาณ 13 ล้านบาท ถ้าเป็นคนอายุ 30 เพิ่มมาเป็น 15% ของรายได้ คนอายุ 40 เพิ่มการลงทุนมาเป็น 20-25% ของรายได้ ถ้าคนอายุ 50 ขึ้นไปแล้ว โอ้โห…แบบนี้ต้องรีบเก็บคือต้องเกินครึ่งหนึ่งของรายได้”

สำหรับคนใกล้เกษียณหรือเกษียณแล้วแต่มีเงินอยู่ก้อนเดียวควรนำเงินนั้นไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้สัก 1-2 ปี เงินเกษียณจะอยู่ได้มากขึ้นอีก 7-10 ปีเลยทีเดียว นอกจากนี้อย่าลืมนำรายจ่ายมาสำรวจดูว่ารายจ่ายใดไม่จำเป็นบ้าง อะไรลดได้อีกจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้

ส่วนจะลงทุนในกองทุนรวมใดดี สถานการณ์แบบนี้ควรลงทุนอะไรบ้าง พอร์ตที่ดีควรเป็นอย่างไร ก่อนเกษียณต้องเก็บเงินอย่างไร หลังเกษียณจะลงทุนอย่างไรให้ปลอดภัย พร้อมรับโปรแกรมคำนวณการออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เพียงพอกับวัยเกษียณฟรี ต้องมาติดตามฟังกันในงาน “เฮลท์แคร์ 2016 สร้างสุขผู้สูงวัย” วันที่ 19 มิถุนายนนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เวลา 13.00-18.00 น.

เรียกได้ว่าคนที่มางานจะมีพอร์ตรับวัยเกษียณ และพอร์ตสำหรับวัยเกษียณเป็นของตัวเอง ได้รู้วิธีเลือกกองทุนติดไม้ติดมือไปด้วย