“วิชา” เปิดวิสัยทัศน์ Major 5.0 ปีหน้าเปิดโรงหนังสุดล้ำ GLS ดูเต็มจอใหญ่เท่าตึก 3 ชั้น หนุนธุรกิจภาพยนตร์ไทยปั้น Tollywood สู้ Hollywood-Bollywood ขายทั่วโลก

18.11.19 | 17:00 น.

นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2020 หรือปีพ.ศ. 2563 เมเจอร์ฯกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 25 โดยช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ดำเนินธุรกิจรู้สึกภาคภูมิใจ ได้รับการยกย่องและยอมรับความเป็นโรงภาพยนตร์ระดับเวิลด์คลาสที่มอบประสบการณ์บันเทิงที่ดีที่สุดให้คนไทย เป็นแกนหลักในการสร้างมาตรฐานใหม่ของธุรกิจโรงภาพยนตร์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง โดยหัวใจสำคัญของความสำเร็จมาจากการเข้าถึงและเข้าใจลูกค้า ทั้งการอำนวยความสะดวกในการซื้อความสุขความบันเทิงแบบง่ายๆ ตลอดเวลา มีการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆให้ลูกค้าได้สัมผัสก่อนใคร ตั้งแต่ โรงภาพยนตร์ ไอแมกซ์ จอยักษ์ 3 มิติ, 4DX, Screen X, LED Cinema Screen, Esports, Kids Cinema, ระบบฉายแบบดิจิทัล, ระบบฉายแบบเลเซอร์ เพื่อให้ผู้ชมได้ประสบการณ์ หรือ Movie Experience ในการชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ที่ให้ความรู้สึกและอรรถรสที่แตกต่างจากการชมภาพยนตร์ผ่านช่องทางอื่นๆ

นายวิชา กล่าวว่า ปีหน้าที่เมเจอร์ครบรอบ 25 ปี ได้วางกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ ดังนี้ 1.นโยบาย Major 5.0 มุ่งเน้นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ทันสมัยเข้ามาเติมเต็มการให้บริการ โดยปีหน้าจะนำเทคโนโลยีล่าสุดของการฉายภาพยนตร์ด้วยระบบ GIANT LASER SCREEN หรือ GLS ที่จะเปลี่ยนการรับชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์อีกครั้ง ด้วยคอนเซ็ปต์โรงที่ดีที่สุด ด้วยระบบการฉายภาพแบบ Laser Projector จากแบรนด์ระดับโลกอย่าง Christie ให้ภาพคมชัดสูงสุดถึง 4K หรือ 8 ล้านพิกเซล บนจอขนาดใหญ่สูงเทียบเท่าตึก 3 ชั้น ติดตั้งแบบเต็มพื้นที่ด้านหน้าของโรงภาพยนตร์แบบผนังสุดผนัง พื้นสุดเพดาน ให้ความรู้สึกเหมือนฉากในภาพยนตร์กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า และยังมีระบบเสียงดีที่สุดจากลำโพง JBL series 9000 รุ่นใหม่ล่าสุด แบบรอบทิศทาง 3 มิติ นอกจากด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลังแล้ว ยังเพิ่มเสียงมาจากด้านบนด้วย เพื่อให้การรับชมเสมือนอยู่ในเหตุการณ์จริงมากขึ้นกว่าเดิม “จะทยอยเปิดให้บริการใน 6 สาขา คือ เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ งามวงศ์วาน-แคราย, เมกา ซีนีเพล็กซ์, พรอมานาด ซีนีเพล็กซ์, เมเจอร์ ซีนีมา บางแค, เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รังสิต และ โคราช ซีนีเพล็กซ์”

Advertisement

นายวิชา กล่าวว่า สำหรับการลงทุนในปีหน้าจะยังเดินหน้าขยายโรงภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าจะมีโรงภาพยนตร์ทั้งในประเทศและกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) จำนวน 1,200 โรง โดยสาขาในไทยจะมีครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศในปี 2025 (พ.ศ. 2568) สำหรับปีหน้ามีแผนจะขยายสาขาต่อเนื่องอีก 30 โรง และยังมีเป้าหมายจะยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้เป็นมาตรฐาน Tollywood (Thailand+Hollywood) ไม่ใช่มีแค่ Hollywood และ Bollywood ในอินเดียเท่านั้นที่ทั่วโลกรู้จัก “Tollywood จะสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทยทั้งประเทศ ตั้งเป้ามาร์เก็ต แชร์ 50% โดยจะผลักดันส่งภาพยนตร์ไทยออกขายไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเป้าหมายหลัก คือ จีน และกลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงส่งภาพยนตร์ไทยให้บริการบนสายการบิน อาทิ Thai Airways, Hong Kong Airlines, Oman Airlines, Emirates Airlines, Air China, All Nippon Airways และบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Netflix

“ปัจจุบันนี้ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยได้รับการยอมรับจากตลาดต่างประเทศมากขึ้น ทำให้ไม่เพียงแต่การส่งออกภาพยนตร์ไทยไปฉายในต่างประเทศเท่านั้น แต่ดาราไทยหลายคนก็ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก มีดาราไทยไม่น้อยที่ออกไปสร้างชื่อเสียงในตลาดฮอลลีวู้ด ประเทศจีน และเกาหลี เป็นต้น ซึ่ง เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ซึ่งดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ไทยอย่างเต็มที่เพื่อให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์เติบโตมากยิ่งขึ้นและพัฒนาเป็น Tollywood ต่อไป”

นายวิชา กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังชูนโยบาย “Green Cinema” เน้นการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และผ่านภารกิจ Social Giving ของ มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ เพื่อการสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบสังคม ซึ่งภายใต้นโยบายนี้จะเน้น 2 ด้านหลัก คือ การลด ละ เลิก ใช้พลาสติก และรณรงค์การแยกประเภทขยะ ด้วยการจัดวางถังขยะแยกประเภท ช่วยแก้ปัญหาขยะล้นเมืองและกำจัดขยะที่ถูกวิธี ช่วยลดภาวะก๊าซเรือนกระจก