หน้าแรก เศรษฐกิจ กู้ชีพเอสเอ็ม...

กู้ชีพเอสเอ็มอี ปรับเข้ายุค 4.0 ฝ่าสารพัดวิกฤต

24.11.19 | 15:22 น.

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ข้อมูลว่า ข้อมูลแนวโน้มการขยายตัวของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ ในไตรมาส 3 ของปี 2562 พบว่าสินเชื่อและคุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะลูกหนี้ในธุรกิจขนาดเล็กและกลาง (เอสเอ็มอี) ที่อาการไม่ค่อยดี ส่งผลให้การเติบโตของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ลดลงอย่างต่อเนื่อง อยู่ที่ 3.8% จากไตรมาส 2 อยู่ที่ระดับ 4.2%

ระดับดังกล่าว แบ่งเป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.01% จากไตรมาส 2 อยู่ที่ 2.95% มียอดหนี้เสียคงค้างกว่า 4.69 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ประมาณ 19,000 ล้านบาท ทั้งจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรถยนต์ ลูกหนี้รายใหญ่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงธุรกิจเอสเอ็มอี ที่มีหนี้เสียปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.75% จากไตรมาส 2 อยู่ที่ 4.52% โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่มีมูลค่า 100-500 ล้านบาท ที่มีทั้งเป็นการผิดนัดชำระตั้งแต่ 1-3 เดือน และเป็นหนี้เสีย ซึ่งจะเป็นกลุ่มธุรกิจประเภท อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงปิโตรเคมี ซึ่งอาจเกิดการสะดุดชั่วคราว จึงต้องมีการปรับตัวในระยะสั้นในช่วงที่เกิดสงครามการค้า จนทำให้การส่งออกปรับลดลง โดยต้องการให้สถาบันการเงินเข้าไปช่วยดูแลต่อไป

ประเด็นการจ่ายหนี้ของเอสเอ็มอีที่เป็นปัญหาจนกระทบต่อภาพรวมสินเชื่อธนาคาร สะท้อนสถานการณ์ของเอสเอ็มอีเวลานี้ ได้ดี ต่อเนื่องไปถึงการจ้างงาน ความเสี่ยงต่อกลุ่มแรงงานช่วงสิ้นปีนี้ และปี 2563

สถานการณ์เอสเอ็มอีที่ดูจะเข้าขั้นวิกฤตนี้ ในส่วนของภาครัฐมีการรับรู้ และออกมาตรการรองรับอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือน (กันยายน-พฤศจิกายน 2562) ตามที่ ครม.เศรษฐกิจเห็นชอบจำนวน 3 มาตรการ วงเงินรวม 316,813 ล้านบาท แบ่งออกเป็นงบฯกลาง 40,000 ล้านบาท วงเงินจากกองทุนประชารัฐ 20,000 ล้านบาท และวงเงินสินเชื่อ 207,000 ล้านบาท

มาตรการที่ดูแลเอสเอ็มอีนั่นคือ สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอี ได้แก่ สินเชื่อผ่อนปรน ระยะเวลากู้ยาว 7 ปี ดอกเบี้ย 1% โดยการเติมเงินเข้ากองทุนของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) วงเงิน 10,000 ล้านบาท สินเชื่อพิเศษของสถาบันการเงินของรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสินและธนาคารกรุงไทย วงเงินรวมทั้ง 2 ธนาคารจำนวน 100,000 ล้านบาท และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) วงเงิน 150,000 ล้านบาท อาทิ ยกเว้นค่าธรรมเนียม 2 ปีแรก ชดเชยวงเงินหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 30%

Advertisement

ล่าสุด สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม มีนโยบายให้กระทรวงอุตสาหกรรม หาแนวทางช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้ฝ่าวิกฤตครั้งนี้ ผ่านสินเชื่อที่เข้าถึงง่าย ใช้กลไกของกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ วงเงิน 3,000 ล้านบาท สามารถขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

โดย ณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ระบุว่า กองทุนดังกล่าวโอกาสให้ผู้กู้รายใหม่ได้เข้าถึง แหล่งเงินทุนเพื่อนำเงินไปลงทุน ขยาย ปรับปรุงกิจการ และนำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนได้ด้วย ในเงื่อนไขไม่เกิน 50% ของวงเงินอนุมัติ แต่ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีปรับตัวเข้าสู่ยุค 4.0 มีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยขยายกลุ่มเป้าหมายเอสเอ็มอีที่หลากหลายขึ้น จากเดิมจะเน้นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (เอส-เคิร์ฟ) เพิ่มธุรกิจในกลุ่มเกษตรอุตสาหกรรม ธุรกิจอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และธุรกิจที่จะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการปรับปรุงกิจการ

ฟาก สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงความเห็นว่า อยากให้ภาครัฐ ออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือปลอดดอกเบี้ยระยะหนึ่งออกมา เพื่อช่วยเหลือเนื่องจากเอสเอ็มอีไม่สามารถขยายธุรกิจได้ เพราะต้องนำเงินไปจ่ายหนี้เดิม บางส่วนก็กู้หนี้นอกระบบมา อัตราดอกเบี้ยสูงมาก โดยวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ อาจจะเป็นรายละไม่เกิน 5 ล้านบาท ให้พิจารณาจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่มีปัญหาภาระการจ่ายหนี้ แต่ธุรกิจยังขยายต่อไปได้ เพื่อออกมาช่วยเสริมสภาพคล่อง

“ได้สอบถามปัญหาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี พบว่ามีปัญหาหนี้ต้องจ่าย ทำให้เอสเอ็มอีหลายรายขยายธุรกิจไม่ได้ เพราะต้องจ่ายหนี้เดิมทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบที่ดอกเบี้ยสูงมาก แล้วสินเชื่อตอนนี้ที่รัฐออกมา ส่วนใหญ่เพื่อขยายธุรกิจและเครดิตดี แต่กลุ่มนี้ยังเป็น กลุ่มที่มีหนี้เลยขยายธุรกิจไม่ได้ จึงอยากให้ภาครัฐออกสินเชื่อซอฟต์โลนออกมา ถ้าเป็นไปได้อยากให้ปลอดหนี้ระยะหนึ่งก็ดี แต่หลักๆ ต้องเป็นดอกเบี้ยต่ำ เหมือนเป็นการหยุดหนี้เดิมเพื่อมีสภาพคล่องทำธุรกิจใหม่ โดยสินเชื่อนี้ต้องเป็นกลุ่มที่ธุรกิจยังไปต่อได้ ไม่ใช่มาขอสินเชื่อแล้ว ไปจ่ายหนี้เดิมอย่างเดียว แล้วก่อหนี้ใหม่ที่ไม่สามารถขยายธุรกิจได้”สุพันธุ์ระบุ

เป้าหมายของรัฐบาลในการสนับสนุนเอสเอ็มอี นอกจากการประคองกลุ่มธุรกิจที่อาการโคม่าแล้ว การกระตุกเอสเอ็มอีที่มี นวัตกรรมของตัวเอง ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ให้เดินหน้าขยายกิจการ ก็เป็นอีกเป้าหมายที่ภาครัฐกำลังส่งเสริมอยู่

อย่างไรก็ตาม มีเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนว่า มาตรการเพิ่มขีดความสามารถของเอสเอ็มอี ยังประชาสัมพันธ์ไม่มากพอ ทำให้เอสเอ็มอีเข้าถึงค่อนข้างน้อย และยังตั้งข้อสังเกตว่าสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มุ่งแต่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่

ประเด็นนี้ ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการบีโอไอ ยอมรับว่า เอสเอ็มอีอาจจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าไม่สามารถยื่นขอบีโอไอได้ ซึ่งบีโอไอเองต้องทำการประชาสัมพันธ์ที่เข้มข้นมากขึ้น ทำความเข้าใจ และการรับรู้ในวงกว้าง เร่งทำการตลาดและหาช่องทางในการเข้าถึง ซึ่งพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของเอสเอ็มอีสูง ส่วนใหญ่จะอยู่ไม่ไกลจาก กทม.มากนัก ทั้งนี้การกำหนด สิทธิส่งเสริมนั้นก็จะมุ่งเน้นที่จะทำให้เอสเอ็มอีไทยมีสินค้าที่พัฒนาโดยนวัตกรรม

สำหรับสถิติยอดขอส่งเสริมการลงทุนของเอสเอ็มอี ในปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 485 โครงการ เงินลงทุน 23,000 ล้านบาท ขณะที่ช่วง 9 เดือนปีนี้ (มกราคม-กันยายน 2562) อยู่ที่ 419 โครงการ เงินลงทุน 17,000 ล้านบาท ขณะที่สถิติตั้งแต่ปี 2558-กันยายน 2562 การขอส่งเสริมการลงทุนของเอสเอ็มอีส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรมด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี 487 โครงการ เงินลงทุนรวม 3,883 ล้านบาท และอุตสาหกรรมการเกษตร 444 โครงการ เงินลงทุนรวม 2,700 ล้านบาท

เลขาธิการบีโอไอประเมินว่า ปีนี้จำนวนโครงการของเอสเอ็มอีที่ยื่นขอส่งเสริมลงทุนจะมากกว่าปีก่อน แต่เงินลงทุนอาจจะน้อยกว่าหรือเทียบเท่ากับปีก่อน เนื่องจากส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับระบบดิจิทัล การทำซอฟต์แวร์ ที่จำนวนโครงการเยอะแต่ใช้เงินลงทุนไม่สูง

ต้องติดตามว่ามาตรการต่างๆ ของภาครัฐจะกู้ชีพเอสเอ็มอีให้ฝ่าสารพัดวิกฤตครั้งนี้ไปได้หรือไม่