นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า สมาคมฯยังคงเดินหน้าคัดค้านการยกเลิกใช้ (แบน) สารเคมีอันตราย 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส อย่างต่อเนื่อง เพราะถ้ารัฐบาลให้คงมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย โดยมีผลบังคับใช้ ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก ขาย และครอบครอง หากเป็นเช่นนั้น อุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์ไทยที่ยังต้องพึ่งการนำเข้าวัตถุดิบถั่วเหลือง 5 ล้านตันต่อปี จากบราซิลและสหรัฐฯ ที่ยังมีการใช้ไกลโฟเซตก็จะไม่สามารถนำเข้าได้
“นอกจากเกษตรกรจะได้รับผลกระทบแล้ว ธุรกิจอาหารสัตว์ ปศุสัตว์ และอุตสาหกรรมอาหาร ทั้งระบบจะเสียหายอย่างมหาศาล ที่กระทบหนักสุด คือการเลิกจ้างงาน ซึ่งขณะนี้สต็อกวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ที่มีอยู่ในประเทศจะรองรับการเลี้ยงไก่เนื้อ ไก่ไข่ สุกร และกุ้งได้อีก 3 เดือน หรือประมาณเดือนมกราคม 2563 เท่านั้น ซึ่งล็อตต่อไปที่จะมีการนำเข้ามา 5 แสนตัน จะไม่สามารถนำเข้าได้โดยปริยาย หากรัฐบาลไม่มีแผนที่ชัดเจนไทยต้องเปลี่ยนเป็นผู้นำเข้าทั้งที่ไทยเป็นประเทศผู้ผลิตอันดับต้นของโลก และคาดว่าจะเสียหายไม่ต่ำกว่า 1.7 ล้านบาท” นายพรศิลป์กล่าว
นายพรศิลป์ กล่าวว่า ประเด็นที่ละเอียดอ่อนมากที่สุดเป็นเรื่องการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศผู้ผลิตและส่งออกวัตถุดิบรายหลักไม่ได้ยกเลิกการใช้ 3 สาร หรือหากมี ต้องต่ำกว่าเกณฑ์สูงสุดของมารตฐานสากล (โคเด็กซ์ เอ็มอาร์แอล) ที่ได้กำหนดไว้ ดังนั้นหากยกเลิกกระทันหันโดยไม่มีรายงานศึกษาผลกระทบและเเจ้งเวียนผู้เกี่ยวข้องระดับนานาชาติ องค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลทีโอ) จะยิ่งกระทบหนัก ดังนั้นขอเรียกร้องให้รัฐชะลอการแบน 3 สารออกไป 2 ปี เพื่อเป็นการศึกษาทบทวนใหม่ไปพร้อมกับให้ความรู้เกษตรกร
นายพรศิลป์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยเป็นทั้งผู้ผลิตและส่งออกของโลก ซึ่งไทยมีจำนวนประชากรกว่า 12 ล้านคน ที่อยู่ในอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมน้ำมันถั่วเหลือง อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ อุตสาหกรรมปศุสัตว์ ที่สร้างร้ายได้กว่า 1.1 พันล้านบาทต่อปี อุตสาหกรรมอ้อยน้ำตาลและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง สร้างร้ายได้กว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี อุตสาหกรรมมันสำปะหลังและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง สร้างร้ายได้กว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี และอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ สร้างร้ายได้กว่า 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปี อยากให้รัฐมองถึงผลกระทบในเรื่องนี้ให้มากขึ้น เพราะอาจทำให้โรงงานเหล่านี้ปิดตัวลงได้
“นอกจากนี้ ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 เกษตรกรรวมถึงผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้ จะมีการรวมกันไปขอเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อถามความชัดเจนจากรัฐบาลอีกครั้งว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร หากมีมติให้แบนจริง จะมีมาตรการใดมาดูแลเกษตรกร และผู้ประกอบการโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งทางภาคเอกชนแนะว่าหากยังหาสารหรือสิ่งที่จะมาทดแทนไม่ได้ ควรละการแบนออกไปก่อนจะดีที่สุด”นายพรศิลป์กล่าว

