นายรักพงศ์ ไชยศุภรากุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในรายการคลุกวงหุ้นว่า ภาพรวมตลาดหุ้นประจำสัปดาห์นี้ ประเมินว่า ปัจจัยลบที่เกิดขึ้น มีการรับรู้กันในตลาดและนักลงทุนมากแล้ว อาทิ ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ปี 2562 ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ที่รวบรวมข้อมูลมาพบว่า ตัวเลขไตรมาส 3 ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ถึง 7% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่ได้ดีมากนัก โดยช่วงนี้น่าจะเข้าสู่งช่วงการปรับลดตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจ และประมาณการผลประกอบการของบจ. แต่ก็รับรู้ไปมากแล้ว
จึงประเมินว่าปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ เป็นเรื่องของ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน (เทรดวอร์) โดยข่าวสารที่ออกมาเป็นผลลบมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ หลังจากเริ่มมีสัญญาณว่าการเจรจาการค้าจะยืดเยื้อออกไปต่อ และน่าจะยังต้องรออีกซักระยะจนกว่าทั้ง 2 ประเทศจะมีข้อตกลงทางการค้าเกิดขึ้น ซึ่งเคจีไอยังมองว่าทั้ง 2 ประเทศจะตกลงกันได้ก่อนเส้นตายวันที่ 15 ธันวาคม 2562 ที่สหรัฐตั้งเป้าปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนอีก 1 ครั้ง รวมถึงเป็นประเด็นสถานการณ์การประท้วงที่ฮ่องกง โดยเคจีไอประเมินว่า สถานการณ์การประท้วงจะรุนแรงมากขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา
ซึ่งล่าสุดเริ่มทรงตัวแล้ว ทำให้ขณะนี้ความกังวลของตลาดเปลี่ยนจากประเด็นการประท้วง ออกไปเป็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากรัฐสภาสหรัฐได้อนุมัติร่างกฎหมายสนับสนุนความเป็นอิสระของฮ่องกง ซึ่งอาจจะสร้างความไม่สบายใขให้กับทางการจีนได้
นายรักพงศ์กล่าวว่า ในส่วนของทิศทางเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) และการปรับน้ำหนักของดัชนีเอ็มเอสซีไอ โดยแม้ว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จะอ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่แรงซื้อจากฝั่งสถาบันในประเทศกลับเป็นงานกดดันหนักมาก ในขณะที่ฟันด์โฟลว์จากต่างชาติเริ่มกลับมาเป็นฝั่งซื้อเพิ่มขึ้น เคจีไอจึงประเมินว่าหลังจากวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นวันที่ดัชนีเอ็มเอสซีไอจะมีการปรับพื้นเพิ่มน้ำหนักของตลาดหุ้นจีน ก็น่าจะลดแรงกดดันต่อตลาดหุ้นเอเชียในช่วงถัดไปได้
สำหรับทิศทางราคาน้ำมันดิบ ประเมินว่น่าจะยังแกว่งตัวอยู่ในกรอบจำกัด ในช่วง 2-3 สัปดาห์ต่อจากนี้ เนื่องจากประเด็นทางด้านดีมานด์และซัพพลายได้หักล้างผลต่อกัน และอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน โดยในส่วนของดีมานด์ แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวได้ส่งผลให้องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทยอยปรับลดคาดการณ์ดีมานด์ของน้ำมันดิบทั้งในปี 2562 และปี 2563 ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อตลาดน้ำมันขณะที่ในฝั่งซัพพลาย ภาพระยะสั้นมีปัจจัยบวกจากการที่กลุ่มองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออก (โอเปก ได้ส่งสัญญาณว่าการประชุมครั้งถัดไป ในต้นเดือนธันวาคม 2562 อาจมีการปรับลดปริมาณกำลังการผลิตลงไปมากกว่าเดิมอีก
“กลยุทธ์ที่แนะนำในการลงทุน เคจีไอประเมินว่าการที่ดัชนีหุ้นไทย กลับมาปรับลดลงต่ำกว่าระดับ 1600 จุด ได้รับรู่ปัจจัยลบที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาไปมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขจีดีพีต่ำลง รายงานกำไรของบจ. ในไตรมาส 3 ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้ รวมทั้งความไม่แน่นอนของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่เพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากเคจีไอมีมุมมองที่เชื่อว่าสหรัฐและจีนจะสามารถมีข้อตกลงการค้าร่วมกันได้ในเร็วๆ นี้ บวกกับแรงซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2562 ที่น่าจะกลับมาในเดือนธันวาคมนี้ ก็ยังมีโอกาสที่จะทำให้ดัชนีฟื้นตัวขึ้นได้”นายรักพงศ์กล่าว
ส่วนหุ้นเด่นจะเป็นตัวไหน ต้องติดตามในรายการคลุกวงหุ้น!

