หน้าแรก เศรษฐกิจ แบงก์ชาติห่วง...

แบงก์ชาติห่วงบาทแข็ง พร้อมจับตาใกล้ชิด เล็งออกมาตรการดูแลเพิ่มเติม

25.11.19 | 10:02 น.

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ ธปท.และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ค่อนข้างมีความกังวล เนื่องจากเห็นว่าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ รวมถึงแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ไม่สอดคล้องกับปัจจัยขั้นพื้นฐาน ส่งผลให้ ธปท.มีการออกมาตรการต่างๆ ออกมาดูแลให้สอดคล้องกับปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงินบาทในแต่ละช่วงเวลา โดยช่วงไตรมาส 2 ปี 2562 ที่มีการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศมาพักตัวในตลาดตราสารหนี้ หรือตลาดพันธบัตรค่อนข้างมาก จนมีความผิดปกติในบางช่วงเวลา ส่งผลให้ ธปท.ออกมาตรการเพื่อลดช่องทางที่นักลงทุนต่างชาติจะนำเงินเข้ามาพักในประเทศ ในส่วนของบัญชีเงินบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (Non-resident baht account) ขณะที่บางช่วงมีการลงทุนทางตรง (FDI) ค่อนข้างสูง ซึ่งเกิดจากการซื้อกิจการขนาดใหญ่ของไทย รวมถึงมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งการเข้ามาพักเงินในระยะสั้นก็ปรับลดลงไปมาก หลังจากที่ ธปท.มีมาตรการออกไปควบคุมดูแล โดยในการทำมาตรการดูแลค่าเงินล่าสุด ธปท.ได้ออกมาตรการที่เปิดโอกาสให้คนไทยสามารถเก็บเงินตราต่างประเทศได้โดยไม่จำเป็นต้องนำกลับเข้ามา รวมทั้งให้คนไทยที่ต้องการจะลงทุนทางตรงหรือลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศสามารถออกไปลงทุนได้ เรียกได้ว่าเกณฑ์ใหม่ที่ตั้งไว้ค่อนข้างเปิดเสรี และไม่มีข้อจำกัดในการนำเงินออกไป รวมถึงขยายเพดานการนำเงินออกไปค่อนข้างสูงมาก

“การดูแลเรื่องค่าเงินมีหลายปัจจัยที่จะต้องดูแลร่วมกัน ทั้งมาตรการที่เป็นมาตรการเชิงโครงสร้าง และมาตรการที่จะทำให้เกิดความสมดุลในเรื่องของค่าเงิน สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักว่าค่าเงินมีแนวโน้มที่จะผันผวนสูงขึ้น และไม่ใช่การผันผวนในทิศทางเดียว บางทีมีข่าวออกไปทำให้คนคิดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในทิศทางเดียว แต่ค่าเงินบาทสามารถผันผวนได้ทั้งสองทิศทาง โดยจะเห็นว่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่น หากเกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องภาวะตลาดเงินตลาดทุนของโลก เกิดเหตุการณ์อะไรก็ตามที่ทำให้คนระมัดระวังมากขึ้น เงินไหลมาในตลาดเกิดใหม่น้อยลง ก็ทำให้เกิดกระแสเงินไหลออกอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วได้เช่นกัน โดยเรื่องสำคัญเป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาจะเห็นว่าผู้ประกอบการไม่ได้บริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อค่าเงินเคลื่อนไหวในทิศทางใดทิศทางหนึ่งก็จะรีบมาปิดความเสี่ยงพร้อมกัน ทำให้สร้างแรงกดดันกับค่าเงินให้เคลื่อนไหวผันผวนรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาเกินปัจจัยพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม ธปท.ได้มีการพูดคุยกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ตลอดเวลา ทำให้ไม่จำเป็นต้องเข้ามาหารือร่วมกัน เพราะมีการพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา” นายวิรไทกล่าว

นายวิรไทกล่าวว่า ธปท.มีการติดตามความเคลื่อนไหวของค่าเงินอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง กนง.ได้กำชับให้ติดตามอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ปัจจัยจากต่างประเทศ ที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงได้เร็ว และต้องยอมรับว่าปัญหาในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินได้รับอิทธิพลจากปัจจัยนอกประเทศเข้ามากระทบมากกว่าปัจจัยในประเทศ อาทิ การเปลี่ยนมุมมองในเรื่องนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลัก หรือปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงในด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มมากขึ้น เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ ผลการเจราจาข้อพิพาททางการค้าของสหรัฐและจีนที่มีผลต่อค่าเงินสกุลหลักของโลก และส่งผลกระทบมายังค่าเงินบาท โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินได้กำชับให้ ธปท.ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่มีธุรกิจมากกว่าปกติ ทำให้จะมีการติดตามพฤติกรรมของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสถาบันการเงินไทยและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยได้กำชับสถาบันการเงิน โดยเฉพาะสถาบันต่างประเทศที่มีธุรกิจกับนักลงทุนต่างประเทศจำนวนมาก ให้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะผู้ที่เข้ามาเก็งกำไร หรือนำเงินมาพักในประเทศไทยเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็จะติดตามใกล้ชิดให้มากที่สุด เนื่องจากในช่วงปลายปีจะมีการทำธุรกรรมในลักษณะการเข้ามาเก็งกำไรมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่เหตุการณ์ต่างประเทศมีความผันผวน เพราะความผันผวนสูงจะทำให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาเพิ่มมากขึ้น