หน้าแรก เศรษฐกิจ ธปท.จับตาทิศท...

ธปท.จับตาทิศทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง พร้อมเครื่องมือนโยบายการเงิน หากจำเป็น

25.11.19 | 11:08 น.

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจปี 2563 อยู่ระหว่างการประเมิน ซึ่งธปท.มีการปรับประมาณเศรษฐกิจทุกๆ ไตรมาสในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ส่วนการทำนโยบายการเงินของธปท.ยังคงยึดหลักการประเมินสถานการณ์ (Data Dependent) โดยจะพิจารณาถึงแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า และจะดำเนินการนโยบายการเงินให้เท่าทันกับความเสี่ยง แม้ว่าธปท.จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปเมื่อเดือน ธันวาคม 2561 จากระดับ 1.50% เป็น 1.75% แต่เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนไปจากที่ประมาณการไว้ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาของ 2562 ธปท.เห็นว่ามาตรการกีดกันทางการค้าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น จึงตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 2 ครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 ในเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา จากระดับ 1.75% เป็น 1.50% และล่าสุดในเดือนพฤศจิกายน จาก 1.50% เป็น 1.25%

นายวิรไทกล่าวว่า การทำนโยบายการเงิน หรือการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น ธปท.จะใช้หลักการในรูปแบบของพัฒนาการของข้อมูลเป็นสำคัญ หรือที่เรียกว่า ‘Data-Dependent’ โดยหากแนวโน้มเศรษฐกิจไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ก็พร้อมที่จะปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในช่วงต่อจากนี้ ซึ่งการทำนโยบายทุกอย่างก็มีต้นทุน ไม่มีอะไรที่ฟรี แต่ละนโยบายจึงมีผลข้างเคียงและข้อจำกัด อาทิ หากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน ผู้ฝากเงินอาจไม่ได้รับการดูแลและส่งผลให้การออมของประเทศอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงส่งผลให้มีพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นตามมา โดยหากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งต่ำสุดหากเปรียบเทียบกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียที่ระดับ 1.25% ทำให้หากสถานการณ์เศรษฐกิจออกมาไม่ดีนัก ประเทศไทยจึงไม่สามารถลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรงได้เหมือนกับช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินโลกระหว่างปี 2551-2552 ซึ่งเป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังอยู่ในระดับที่สูงกว่านี้มาก

“การทำนโยบายการเงินจะต้องช่างน้ำหนักกันระหว่างการเข้าไปช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงสั้น กับการรักษาขีดจำกัดในการทำนโยบายการเงินไว้ในระยะยาว รวมถึงผลข้างเคียงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นด้วย โดยย้ำอีกครั้งว่าธปท.พร้อมใช้เครื่องมือด้านนโยบายการเงินเพิ่มเติม หากเกิดกรณีประมาณการทางเศรษฐกิจหรือแนวโน้มทางเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามที่ได้คาดการณ์ไว้”นายวิรไทกล่าว