ที่หอการค้าไทย นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการศึกษาภาพรวมการค้าของอาเซียนและการค้าของจีนในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีที่มีผลกระทบต่อการส่งออกและการลงทุนของไทย พบว่า จีนได้เข้ามาบทบาทและเป็นปัจจัยกระทบต่อการค้าการส่งออกของอาเซียน รวมถึงไทย มาตลอด15 ปีทั้งก่อนเปิดเสรีการค้าในอาเซียน(เออีซี)และเปิดเสรีภายใต้อาเซียนกับจีน โดยสัดส่วนการนำเข้าภายในตลาดอาเซียนด้วยกันมีทิศทางลดลง แต่อาเซียนนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้น 7.5 เท่า หรือคิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 277,009 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อาเซียนส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้น 4.1 เท่า คิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 194,530 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะตลาดซีแอลเอ็มวี(กัมพูชา ลาว เมียมมา เวียดนาม ) พบว่าตลาดส่งออกและนำเข้าหลักของซีแอลเอ็มวีคือตลาดนอกอาเซียน โดย4 ประเทศนี้ส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้น 22.3 เท่า คิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 58,214 ล้านดอลลาร์สหรัฐและ นำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้น 17.6 เท่า คิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 95,374 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจีนมีส่วนแบ่งตลาดในเวียดนามมากที่สุด
” ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าอีก 5 ปีข้างหน้า(2563-67) สินค้าไทยที่ได้รับผลกระทบจากสินค้าจีนเข้าไปตีตลาดในซีแอลเอ็มวีและกระทบต่อส่งออกไทยคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 187,795 ล้านบาท หรือสัดส่วน 23.83% ของมูลค่าการส่งออกของไทยในซีแอลเอ็มวี โดยสูญเสียมากสุดในตลาดเวียดนาม รองลงมาคือ ลาว เมียนมา และกัมพูชา ” นายอัทธ์
นายอัทธ์ กล่าวว่า สินค้าที่ไทยมีความเสี่ยงมากที่จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดเวียดนามให้กับจีนใน 5 ปีข้างหน้า คือ ด้าย ผ้าทอ ใยสังเคราะห์ ร็อกลอบสเตอร์และกุ้ง ไม้ แผงไม้ปูพื้น กระเบื้องไม้เหล็ก และส่วนประกอบ ข้าวโพด เครื่องหนัง เครื่องใช้สำหรับ เดินทาง กระเป๋าถือ ชา กาแฟ และสินค้าอื่นที่มีความเสี่ยง เช่น แผ่นตะกั่ว เปลือกหม้อเก็บไฟฟ้า ผลไม้แห้ง เคมีภัณฑ์ เคมี คอนกรีต น้ำตาล มันส าปะหลัง แบตเตอรี่ ผลิตภัณฑ์จำพวกดอกไม้เพลิง ไม้ขีดไฟ
ในเมียนมาสินค้าที่ไทยมีความเสี่ยงมากที่จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับจีนใน 5 ปีข้างหน้า คือ เครื่องดื่ม สุรา ซอสและผงปรุงอาหาร ผลิตภัณฑ์จาก เหล็กหรือเหล็กกล้า ผลิตภัณฑ์ปรุงแต่งจากธัญพืช แป้ง เครื่องแต่งกาย เมล็ดธัญพืช และสินค้าอื่นๆที่คาดว่าจะมีความเสี่ยง เช่น ยางใน และยางนอกรถยนต์กระดาษและกระดาษแข็ง เครื่องมือ เครื่องใช้ ของใช้ชนิดมีคม ช้อนและ ส้อม ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากปลา
ส่วนสินค้าที่ไทยมีความเสี่ยงมากที่จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดลาวให้กับจีนใน 5 ปีข้างหน้า คือ ของปรุงแต่งจากธัญพืช แป้ง ยาง สังเคราะห์ ยางนอก น้ำตาล ผ้าห่มและผ้าคลุมตัว ดอกไม้เทียม ใบไม้เทียม ผลไม้เทียม พรมและสิ่งทอปูพื้น และ สินค้าที่ไทยมีความเสี่ยงมากที่จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดกัมพูชาให้กับจีนใน 5 ปีข้างหน้า คือ น้ำาตาล ปูนขาวและซีเมนต์ ผ้าสิ่งทอใช้ในอุตสาหกรรม
สำหรับการลงทุนของจีนในซีแอลเอ็มวี การลงทุนโดยตรง( FDI) ของจีนซีแอลเอ็มวี ปี 2561 ขยายตัวเพิ่ม 124ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยกัมพูชามีขยายตัวที่สุด รองมา ได้แก่ ลาว และเวียดนาม ส่วนเมียนลดลง 30% ส่วนจีนลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น 497 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ทั้งนี้ เพื่อลดความสูญเสียตลาดในกับจีน ไทยควรปรับตัวผ่าน 3 ยุทธศาสตร์ คือ 1. ยุทธศาสตร์บินไปกับพญามังกร : ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรมหรือธุรกิจจีนเพื่อขายให้กับ ประชาชนลาวหรือเป็นฐานการผลิตส่งออกไปประเทศที่สาม 2. ยุทธศาสตร์เสียบปลั๊ก : จังหวัดของไทยที่ใกล้กับเส้นทางรถไฟจีน-ลาวผ่านต้องรีบเข้าไปหาลู่ทางธุรกิจ อาจจะสร้างศูนย์กระจายสินค้าของจังหวัด เช่น จังหวัดน่านใกล้วกับสถานีรถไฟหลวงกรบางมากที่สุด 3. ยุทธศาสตร์ปลายซอย : ธุรกิจไทยจะเข้าไปช่วยเติมเต็มธุรกิจจีน เช่น ธุรกิจโรงแรมจีน และธุรกิจ ห้างสรรพสินค้าจีน จะมีสินค้าสำเร็จรูปไทยเข้าไปจำหน่าย
“ ที่น่าเป็นห่วงอีกประการคือการเปิดเสรีกรอบอาร์เซ็ป อาจทำให้จีนเข้ามาบทบาทในอาเซียน เกิดการทะลักของสินค้าราคาถูกของจีนเพิ่มขึ้นเหมือนที่อินเดียกังวล โดยเฉพาะทะลักเข้าตลาดซีแอลเอ็มวีมากขึ้น ในอีก 5 ปีข้างหน้าไทยอาจสูญเสียการค้าให้กับจีนเพิ่มจากทีประเมินไว้อีกกว่า 1 เท่าตัว คิดเป็นมูลค่าเกือบ 4 แสนล้านบาท ขณะเดียวกันยังต้องติดตามผลกระทบจากการตอบโต้การค้าระหว่างจีนและสหรัฐจะรุนแรงกว่าที่เป็นอยู่ไหม หาก 2ประเทศยังไม่อาจตกลงเจรจาชะลอการขึ้นภาษี 15% หรือมูลค่า 15 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ที่มีกำหนด 15 ธันวาคมนี้ รวมถึงผลเลือกตั้งในฮ่องกง อาจทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯผ่านกฎหมายสิทธิมนุษยชนในฮ่องกง ยิ่งเพิ่มความรุนแรงต่อสงครามการค้าโลก และปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าและประเมินว่าจะอยู่ 30-31 เหรียญสหรัฐต่อบาทยาวต่อเนื่อง 5 ปี จะทำให้โอกาสส่งออกไทยทรงตัวหรือขยายตัวต่ำแค่ 1-2% ต่อเนื่องหลายปีจากนี้ จากปีนี้คาดส่งออกติดลบ 2% จึงเห็นด้วยที่รัฐจะเร่งเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู ไทย-สหรัฐ เพราะไทยจะได้ประโยชน์ต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมหลายชนิด “ นายอัทธ์ กล่าว

