นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 มีมูลค่า 50,312.06 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 78.25% ของมูลค่าการส่งออกรวมในรายการสินค้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้า ซึ่งมีมูลค่า 64,296.03 ล้านเหรียญสหรัฐ และลดลง 3.41% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ผลจากการส่งออกภาพรวมของประเทศลดลง
ทั้งนี้ช่วง 9 เดือนแรกตลาดที่ไทยส่งออกผ่านการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงเอฟทีเอสูงสุด 5 อันดับ พบว่า อาเซียนคงเป็นอันดับแรก มีมูลค่า 18,680.23 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาคือจีน มูลค่า 13,757.61 ล้านเหรียญสหรัฐ ออสเตรเลีย มูลค่า 6,030.61 ล้านเหรียญสหรัฐ ญี่ปุ่น มูลค่า 5,724.62 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 5. อินเดีย มูลค่า 3,345.33 ล้านเหรียญสหรัฐ หากพิจารณาอัตราการขยายตัวของมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ พบว่า เปรู ขยายตัวสูงสุด 24.65% รองลงมาคือ นิวซีแลนด์ ขยายตัว 4.96% และ จีน ขยายตัว 4.33%
นายกีรติ กล่าวว่า สำหรับความตกลงการค้าเสรีที่มีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์สูงสุด 5 อันดับ พบว่า อันดับแรกไทย-ชิลี 100% ตามด้วยอาเซียน-จีน 94.48% ไทย-เปรู 93.11% ไทย-ญี่ปุ่น 89.94% และ 5. อาเซียน-เกาหลี 84.07% โดยรายการสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์สูงสุด อันดับแรกคือรถยนต์บรรทุก ตามด้วยทุเรียนสด ผลิตภัณฑ์ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ ผลไม้ประเภทฝรั่ง มะม่วง และมังคุดสดหรือแห้ง และน้ำตาลจากอ้อย
นายกีรติ กล่าวว่า แม้ว่ามูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้เอฟทีเอในภาพรวมจะลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่ยังมีตลาดศักยภาพในการส่งออกที่มีการใช้สิทธิประโยชน์ขยายตัวดีอย่างต่อเนื่อง เช่น เปรู ขยายตัว 24.65% สินค้าส่งออกเพิ่มอาทิ ถุงมือใช้ในทางศัลยกรรม รถจักรยานยนต์ความจุกระบอกสูบ 250-500 ลบ.ซม. เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารและเครื่องครัว เป็นต้น ส่วนนิวซีแลนด์ ขยายตัว 4.96% สินค้าส่งออกได้ดี เช่น เครื่องประดับที่ทำจากเงิน สิ่งก่อสร้างและส่วนประกอบอื่นๆ แผ่นฟิล์มทำด้วยพลาสติก เป็นต้น ขณะที่ จีน ขยายตัว 4.33% สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น ทุเรียนสด ผลิตภัณฑ์ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ ผลไม้ประเภทฝรั่ง มะม่วง และมังคุดสดหรือแห้ง เป็นต้น

