นายลวรณ แสงสนิท สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) เปิดเผยว่า สำหรับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ชิมช้อปใช้ ปัจจุบันมียอดการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชั่น เป๋าตัง รวมทั้งสิ้น 14,839 ล้านบาท แบ่งเป็น กระเป่าเงินช่องที่ 1 ซึ่งให้เงิน 1,000 บาท มียอดใช้จ่าย 11,596 ล้านบาท ส่วนกระเป๋าเงินช่องที่ 2 ซึ่งมีการคืนเงินให้สูงสุด 20 % หากมีการใช้จ่ายถึง 50,000 บาทแล้ว คืนเงิน(แคชแบ็ค)สูงสุด 8,500 บาท มียอดใช้จ่ายแล้ว จำนวน 3,243 ล้านบาท
นายลวรณ กล่าวว่า ทั้งนี้ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยอดใช้จ่ายในกระเป๋าช่องที่ 2 พุ่งขึ้นมาอยู่ที่วันละ 250 ล้านบาท จากเดิมมียอดใช้จ่ายเพียง 10 ล้านบาทต่อวันเท่านั้น ขยายตัวมากที่สุดตั้งแต่เริ่มโครงการชิมช้อปใช้ ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ยอดใช้จ่ายในกระเป๋าเงินช่องที่ 2 เติบโตขึ้นมาก ส่วนหนึ่งเพราะกระทรวงการคลังดึงร้านค้า โรงแรมระดับห้าดาวต่างๆ มาเข้าร่วมมากโครงการขึ้นเพื่อจูงใจให้คนไปท่องเที่ยว
“ปัจจุบันมีคนใช้เงินในกระเป๋าเงินช่องที่ 2 เกินวงเงิน 50,000 บาท ประมาณ 2,000 คน หรือคิดเป็นเงิน 115 ล้านบาท ส่วนชิมช้อปใช้เฟสที่ 3 ที่เพิ่งให้เริ่มใช้เงินในวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา ก็มียอดใช้จ่ายในกระเป๋า 2 แล้วกว่า 40 ล้านบาท ซี่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี”นายลวรณ กล่าว
นายลวรณ กล่าวว่า ทั้งนี้คาดว่าถ้าคงระดับการใช้จ่ายในกระเป๋าเงินช่องที่ 2 ไว้ประมาณ 250 ล้านบาทต่อวัน ในช่วงเวลาอีก 2 เดือนก่อนจะสิ้นสุดโครงการท้ายเดือนมกราคม2563 จะมีเงินใช้จ่ายในกระเป๋า 2 รวมกว่า 10,000 ล้านบาท นอกจากนี้ในเดือนหน้าจะมีวันหยุดยาวหลายวัน น่าจะทำให้คนใช้เงินในกระเป๋า 2 เพิ่มมากขึ้น และอาจจะทำให้ยอดใช้จ่ายแต่ละวันทะลุ 250 ล้านบาท
“ชิมช้อปใช้จะมีกี่เฟสไม่สำคัญ เพราะกระทรวงการคลังเดินหน้ามาตรการตลอดเวลา อะไรก็ตามถ้าปรับไปแล้วมันดีต่อโครงการ ตอบโจทย์การบริโภคของคนได้ก็จะรีบปรับ เช่น การที่รัฐบาลอยากเห็นการใช้จ่ายเงินในกระเป๋าที่ 2 ก็มีการปรับปรุงเงื่อนไขเพิ่มเงินจากเดิมจะคืนเงินสูงสุด 15% หากมียอดใช้จ่ายถึง 30,000 บาท คืนเงินสูสุด 4,000 บาท ก็มีการเพิ่มวงเงินคืนถึง 20% หากใช้จ่ายถึง 50,000 บาท หรือ คืนเงินสูงสุดไม่เกิน 8,500 บาท”นายลวรณ กล่าว
นายลวรณ กล่าวว่า ส่วนการลงทะเบียนผู้สูงที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ในชิมช้อปใช้เฟส 3 ที่กระทรวงการคลังจำกัดจำนวนผู้ลงทะเบียนไว้ 500,000 คน ตั้งแต่เวลา 08.00น.-18.00 น. ซึ่งเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนในวันแรกตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายนเป็นต้นไป ตั้งแต่เวลา 08.00น.-18.00 น. นั้น ปัจจุบันมีผู้มาลงทะเบียนแล้ว 196,889 คน และยังเหลือสิทธิ์ลงทะเบียนอีกกว่า 300,000 คน
“ในส่วนการลงทะเบียนของผู้สูงอายุผมไม่ได้ตั้งเป้าว่าในหนึ่งวันจะต้องมีการลงทะเบียนวันละเท่าไหร่ เพราะไม่อยากจะไปเร่งรัดผู้สูงอายุ ตอนนี้มีผู้มาลงทะเบียนเฉลี่ยประมาณ 10,000 คนต่อวันผมก็พอใจแล้ว ซึ่งกระทรวงการคลังจะเปิดให้เรื่อยๆ จนครบเป้า 500,000 คนที่วางไว้” นายลวรณ กล่าว

