ดัชนีเอ็มพีไอเดือนต.ค.ทรุดหนักหดตัว 8.45% คาดปีนี้ย่ำแย่หดตัว 3.8% จีดีพีอุตฯหดตัว 1.2% ปี63 ลุ้นโต 2-3% จีดีพีอุตฯฟื้นโต 1.5-2.5%
นายอดิทัต วะสีนนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(เอ็มพีไอ) เดือนตุลาคม 2562 อยู่ที่ระดับ 95.70 หดตัว 8.45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ระดับ 104.54 หดตัวต่ำกว่าคาดการณ์เนื่องจากการหยุดซ่อมบำรุงของโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่ง สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐที่ยืดเยื้อมานาน 2 ปีแล้ว ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและการค้าโลกที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ประกอบกับค่าเงินบาที่แข็งค่าทำให้การผลิตอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกหดตัว อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 62.83% ส่งผลให้ภาพรวมดัชนีเอ็มพีไอปีนี้คาดว่าจะหดตัว 3.8% และผลิตภัณฑ์มวลรวม(จีดีพี) ภาคอุตสาหกรรมคาดหดตัว 1.2% หดตัวต่ำกว่าเมื่อเดือนสิงหาคม คาดการณ์ไว้ที่ 0-1% ส่วนแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมปี 2563 ประเมินว่าจะมีปัจจัยบวกจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล นักลงทุนจากจีนย้ายสายการผลิตเข้ามาลงทุนในไทย และเทียบกับฐานปีนี้ที่ค่อนข้างต่ำ จึงคาดการณ์ปี 2563 เอ็มพีไอขยายตัว 2-3% และจีดีพีภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 1.5-2.5% อย่างไรก็ตาม หากจำลองสถานการณ์การผลิตของโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่งที่ปิดซ่อมบำรุงให้มีการดำเนินการผลิตได้เท่ากับเดือนก่อนหน้า ดัชนีเอ็มพีไอเดือนตุลาคม จะหดตัวลงเพียง 5.77%
นายอดิทัต กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมที่จะขยายตัวในปีหน้า อาทิ อุตสาหกรรมอาหารจากความต้องการบริโภคของต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นในตลาดหลักรองรับอานิสงส์ของญี่ปุ่นที่จะเป็นเจ้าภาพการจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 32 และตลาดจีนที่มีคำสั่งซื้อไก่สดแช่เย็นแช่แข็งเพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว แนวโน้มอุตสาหกรรมรถยนต์มีแนวโน้มทรงตัว อุตสาหกรรรมปิโตรเคมีขยายตัวเล็กน้อยจากราคาและสถานการณ์การส่งออกที่ได้รับแรงกดดันจากสงครามการค้า อุตสาหกรรมผลิตภัณ์ฑยางขยายตัวตามแนวโน้มการขยายตัวของตลาดต่างประเทศ อุตสาหกรรมพลาสติก และอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ขยายตัวเล็กน้อย อย่างไรก็ตามปีหน้ายังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกดิจโลกที่ยังคงชะลอตัว ทิศทางการแข็งค่าของเงินบาท ผลความคืบหน้ากรณีสหรัฐตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร(จีเอสพี)ไทย และผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐที่ยังไม่มีข้อยุติ
“สศอ.มีข้อเสนอและแนวทางรองรับสถานการณ์ในระยะสั้นให้มีการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ กำหนดสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศสำหรับโครงการลงทุนภาครัฐ เสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ และดูแลสถานการณ์ค่าเงินเพื่อให้สินค้าและบริการของไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก ส่วนในระยะกลางควรเร่งผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมศักยภาพ ยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม พัฒนาทักษะแรงงาน หามาตรการจูงใจให้ผู้ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนลงทุนจริง”นายอดิทัตกล่าว


