เมื่อวันที่ 28 พ.ย. นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่ให้ยืดระยะเวลาการใช้สารพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ไปอีก 6 เดือน ในขณะที่ไกลโฟเซส ให้จำกัดการใช้ นั้นยังไม่เป็นมติ เนื่องจากในที่ประชุมยังไม่มีการโหวตให้ลงมติ
นางสาวมนัญญา กล่าวต่อว่า ดังนั้นการจะให้กรมวิชาการเกษตรปฏิบัติตามที่นายสุริยะ แถลงไปนั้น ต้องมีหนังสือแจ้งมาอย่างเป็นทางการก่อน อย่างไรก็ตาม การยืดแบนสารเคมี 3 ชนิด ออกไป 6 เดือนนั้น ก็ไม่สามารถนำเข้าสารพาราควอต และคลอร์ไพริฟอสได้ เนื่องจากสต็อกยังมีอยู่ โดยเมื่อวันที่ 28 พฤษจิกายน 2562 ได้เรียกกรมวิชาการเกษตรมาให้นโยบายไปเรื่องนี้ไปแล้ว ส่วนจะให้อะไรบางนั้นยังไม่ขอบอกตอนนี้ต้องรอดูก่อน
“กรณีที่จะยกกรมวิชาการเกษตรให้ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กลับไปดูแลนั้น ดิฉันข้อย้ำว่าใครที่สามารถดูแลและสั่งการกรมวิชาการเกษตรได้มากกว่า ดิฉันก็ยินดี สุดแล้วแต่ ก็เอาไปเลยค่ะ ยินดี แต่ตอนนี้ต้องรอดูหนังสือจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย ว่ามีมติอย่างไร ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะได้อยู่ดูไหม” นางสาวมนัญญากล่าว
สำหรับ การเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกรกรณีต้องเลิกการใช้สารเคมีนั้น ในเบื้องต้นได้หารือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร โดยได้สั่งการให้ฝ่ายวิศวกรรมของกรมวิชาการเกษตรไปออกแบบเครื่องจักรทำลายวัชพืชของพืชแต่ละชนิดที่มีแปลง ขนาดแปลง และลักษณะของพืชต่างกันออกไป แล้วนำไปให้สหกรณืซื้อเพื่อปล่อยเช่าให้เกษตรกร หมุนเวียนกันใช้จะได้ประหยัดต้นทุน ทั้งหมดนี้คิดเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ได้คิดที่จะนำสารเคมีมาทดแทน เพราะทุกอย่างต้องคำนึงถึงความปลอดภัยทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคเป็นหลัก
นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า หลังจากการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ชุดใหม่ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่มีนายสุริยะ เป็นประธาน ได้ออกมาประกาศผลสรุปในที่ประชุม โดยระบุว่า ให้ออกประกาศกำหนดวัตถุอันตรายพาราควอต และคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยให้กำหนดระยะเวลาใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 สำหรับวัตถุอันตรายไกลโฟเซตให้ใช้มาตรการจำกัดการใช้ตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561
นายฉกรรจ์ กล่าวต่อว่า จากผลสรุปในที่ประชุมดังกล่าวทำให้ประชาชนเกิดความสับสนว่าสรุปแล้วจะมีการยืดการแบนสารเคมี 2 ชนิด และจำกัดการใช้ สารเคมี 1 ชนิด หรือไม่นั้น ตนมองว่าควรยึดมติเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ที่ระบุว่าให้จำกัดการใช้และขึ้นทะเบียน สารเคมี 3 ชนิด โดยเกษตรกรต้องเข้ารับการอบรมเพื่อรับบัตรในการซื้อสารเคมี ส่วนร้านค้า และผู้รับจ้างพ่นยาก็ต้องมีการขึ้นทะเบียนเช่นกัน โดยหลังจากมีการเปิดให้ลงทะเบียนดังกล่าวมีผู้ผ่านเกณฑ์ จำนวน 3 แสนราย ส่วนมติการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่ระบุว่าให้มีการแบน สารเคมี 3 ชนิด ยังไม่มีการประกาศรับรองมติอย่างเป็นทางการจึงยังไม่สามารถประกาศลงราชกิจจานุเบกษาได้
“สำหรับผลการประชุมที่นายสุริยะ นั้นในช่วง 6 เดือนนี้ยืดไว้เพื่อให้จัดการสต็อกที่ค้างอยู่ประมาณ 2.3 หมื่นตัน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในมือของผู้ประกอบการ จะได้ไม่เสียเงินเพื่อทำลาย แต่หาทางระบายให้หมดไปในช่วงเวลานี้ ส่วนเกษตรกรคาดว่าจะมีไม่เยอะ” นายฉกรรจ์กล่าว

