เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 37 THAITAY in ACTION : ไทยเท่ ทำได้ ทำจริง ที่หอประชุมใหญ่ ชั้น 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ใจความส่วนหนึ่งว่า ตอนนี้ไทยกำลังถูกจู่โจมด้วยดิจิทัลดิรัปชั่นมาเร็วกว่าที่คิด จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ต้องการความสะดวก ประหยัดเวลา และต้องการเชื่อมโยงกับคนอื่นมากขึ้น ส่วนในเรื่องของปัจจัยลบในต่างประเทศ บางปัจจัยถือเป็นผลดีกับประเทศไทย อาทิ สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ซึ่งไทยเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ทั้ง 2 ประเทศ ต้องการเข้ามาลงทุน เพื่อขยายการส่งออกไปยั่งประเทศอื่นๆ ของอาเซียน แต่ก็ยังมีปัญหาในเรื่องของการส่งออกที่ยังไม่ดีขึ้น เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลก และค่าเงินบาทที่แข็งค่ากว่าประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียน ทำให้การกระจายรายได้ยังไม่ทั่วถึง แต่ถึงอย่างนั้น ไทยก็ยังมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงเป็นอันดับที่ 12 ของโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ายังมีเงินจากต่างประเทศไหลเวียนเข้ามาในไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ไทยยังมีการผลักดันเศรษฐกิจชีวภาพ รวมถึงไทยยังเป็นศูนย์กลางของกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) ในการสร้างความเชื่อมโยงเรื่องการแพทย์ โดยปีนี้ มีจำนวนผู้มาเยือนประเทศไทยเพื่อเข้ารักษาดังกล่าวกว่า 4 ล้านคน
“โดยการทำงานในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จแต่ยังไม่เปนรูปธรรมมากนัก ในปีนี้ถึงเวลาที่ต้องทำงานอย่างเต็มรูปแบบแล้ว แต่จะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยในปีนี้ยังเน้นเรื่องการค้าการลงทุน เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เราเชื่อว่าไทยจะเข้มแข็ง โดยเชื่อว่าประเทศไทยจะเข้มแข็งและลดความเหลื่อมล้ำได้ เพราะไทยสามารถเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ และนวัฒกรรม บนพื้นฐานวัฒนธรรมของไทย โดยในปี 2562-2563 จะเร่งให้มีการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ สร้างความเข้มแข็งให้กับสามาชิก อาทิ ผลักดันโครงการ 1 หอการค้า 1 ท่องเที่ยวชุมชน โครงการ 1 หอการค้า 1 สหกรณ์การเกษตร โครงการ 1 ไร่ 1 ล้าน และการแก้ไขปัญหาหมอกควัน เป็นต้น” นายกลินท์ กล่าว

