เมื่อเวลา 18.00 น.นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ 3 กลุ่ม ภายใต้แนวคิด ไทยเท่ อิน แอคชั่น (THAITAY In ACTION) ว่า สำหรับการสัมมนาฯ ได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย การค้าและการลงทุน โดยมี นายสุรงค์ บูลกุล เป็นประธานกลุ่มที่ 1, เกษตรและอาหาร โดยมี นายชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ เป็นประธานกลุ่มที่ 2 และท่องเที่ยวและบริการ โดยมี นายภูมินทร์ หะรินสุต เป็นประธานกลุ่มที่ 3
นายกลินท์กล่าวว่า ทั้งนี้ ในการสัมมนาของกลุ่มที่ 1 ซึ่งภายในกลุ่มมุ่งเน้นการพัฒนาใน 3 เรื่อง คือ การประยุกต์ใช้ดิจิทัล การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน โดย ในปี 2563 จะดำเนินการขับเคลื่อนโครงการ อาทิ ทบทวนอัตราภาษีนิติบุคคลสำหรับการปรับปรุงสถานประกอบการ ในธุรกิจท่องเที่ยว, ทบทวนอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบิน ที่ปัจจุบันอัตราอยู่ที่ 23% เพิ่มจาก 0.02% และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ปรับสิทธิประโยชน์ของกลุ่มท่องเที่ยวและบริการ ให้สอดคล้องกับธุรกิจ เป็นต้น
นายกลินท์ กล่าวต่อว่า เช่นเดียวกันกลุ่มที่ 2 ที่มีข้อสรุปใกล้เคียงกัน โดยในปี 2563 จะมุ่งเน้นในการพัฒนาให้เกิดผลสำเร็จมากขึ้น อาทิ โครงการ 1 หอการค้า 1 สหกรณ์การเกษตร โดยหอการค้าไทย จะสร้างโมเดลต้นแบบสหกรณ์ เพิ่มเติม 10 สหกรณ์ เพื่อเป็นเครือข่ายสหกรณ์พี่เลี้ยง 5 ภาคในปี 2563 โดยใช้มาตรฐาน THAIGAP พัฒนาโมเดล เป็นต้น และกลุ่มที่ 3 เนื่องจากหอการค้าไทยเห็นว่าภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งช่วยกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม จึงมีข้อเสนอในหลายประเด็น อาทิ การขับเคลื่อนดิจิทัล เพื่อธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ และขับเคลื่อนโครงการทัวร์ริมโขง เป็นต้น
“ในการสัมมนาหัวข้อดังกล่าวเป็นอีกเรื่องที่สำคัญที่จะบันทึกลงไปในสมุดปกขาว ที่จะมีการเสนอต่อรัฐบาล โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับมอบต่อไป”นายกลินท์กล่าว
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หากรัฐบาลรับข้อเสนอและสนับสนุนจะทำให้คนใน 3 ภาคการผลิตนี้ ที่มีอยู่ราว 8 ล้านคน มูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 8 ล้านล้านบาทต่อปี ได้รับอานิสงส์ ดันเศรษฐกิจไทยในปี 2563 คาดว่าจะเติบโตประมาณ 10,000-100,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ยังส่งผลให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เติบโตประมาณ 0.5-0.7%

