จับตา“ส.อ.ท.”ถกธปท.-แบงก์พาณิชย์วันนี้ หามาตรการดูแลผู้ส่งออกรับมือค่าเงินบาทหลังแข็งค่าต่อเนื่อง หวั่นกดดันปี 63
นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า วันที่ 4 ธันวาคมนี้ จะหารือร่วมกัน 3 ฝ่าย ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ธนาคารพาณิชย์ และตัวแทนกลุ่มอุตสาหกรรมส.อ.ท. เพื่อหามาตรการหรือแนวทางดูแลอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจนกระทบต่อขีดความสามารถในการส่งออกของไทย ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวที่จะมีผลต่อการส่งออกไปถึงปี 2563 จากปีนี้คาดว่าส่งออกจะติดลบ2-0%
“ที่ผ่านมา สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และส.อ.ท.ได้หารือกับตัวแทนธปท.แล้ว ในส่วนของส.อ.ท.ได้หารือร่วมกันใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่ได้รับผลกระทบสูง ได้แก่ อาหาร ชิ้นส่วนยานยนต์และอะไหล่ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง และอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ดังนั้นวันที่ 4 ธันวาคมจะมาหารือลงลึกอีกรอบ”นายเกรียงไกรกล่าว
นายเกรียงไกร กล่าวว่า แม้คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาอยู่ที่ 1.25% ต่อปี และมีมาตการดูแลค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 ช่วยให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงในระยะสั้น ซึ่งปัจจุบันค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าต่อเนื่อง พบว่า 11 เดือนแรกของปีนี้(มกราคม-พฤศจิกายน2562) เฉลี่ยค่าเงินบาทไทยยังคงแข็งค่าสูงสุดในภูมิภาคเอเชีย คาดว่าประเด็นสำคัญหนึ่งส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามาจากไทยอยู่ในภาวะเกินดุลทางการค้า แม้ส่งออก 10 เดือนแรกของปีนี้ติดลบ 2.35% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลกระทบสงครามการค้าและเงินบาทที่แข็งค่า แต่ในการนำเข้าสินค้าทุนกลับไม่ขยายตัวเพราะเอกชนชะลอการลงทุน
“จะเห็นว่าล่าสุดรัฐบาลเองพยายามเรียกร้องให้เอกชนมีการลงทุนในประเทศและต่างประเทศมากขึ้นในช่วงที่บาทแข็งค่าเพื่อที่จะมีส่วนในการผ่อนคลายการแข็งค่าของค่าเงินซึ่งส.อ.ท.เองก็เห็นด้วยว่ารัฐควรจะเร่งส่งเสริมฯขณะเดียวกันก็คงจะต้องมีมาตรการเพิ่มเติมในการดูแลค่าเงินเพราะอาจจะมีผลกระทบต่อเนื่องต่อการส่งออกในปี 2563 ได้จากที่ปีนี้ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 0-ติดลบ2% ”นายเกรียงไกรกล่าว

