สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยยังไม่กระเตื้อง จากสารพัดปัจจัยทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะพิษจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน. ที่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจากการส่งออกที่ลดลง ซึ่งถือเป็นเครื่องจักรสำคัญของเศรษฐกิจไทย เพราะมีสัดส่วนถึง 60-70% ของจีดีพีไทย
รัฐบาลต้องออกมาตรการมากมายเพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศ รวมทั้งช่วยเหลือภาคการเกษตร เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดหนักกว่าเดิม
สำหรับสินค้าหลายตัวที่ราคาตกต่ำ โดยรัฐบาลต้องใช้มาตรการประกันรายได้เข้าไปดูแล จนถึงขณะนี้สินค้าเกษตรหลายตัวราคาเริ่มขยับขึ้น พอจะช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ได้บ้าง
“สมเกียรติ กิมาวหา” ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. เผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส.คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรช่วงเดือนธันวาคมนี้ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวเปลือกเจ้า ความชื้นไม่เกิน 15% ราคาขายอยู่ที่ 7,965-7,974 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.85-0.96% เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลอิรักเตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น (MOU) เกี่ยวกับการรับประกันคุณภาพข้าวไทยเพื่อการส่งออกในเดือนธันวาคม
ส่วนข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาขายอยู่ที่ 14,831-14,920 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 1.70-2.31% เนื่องจากเป็นช่วงปลายฤดูการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี และต่างประเทศมีความต้องการใช้ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและเทศกาลปีใหม่ ประกอบกับมีการดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาของภาครัฐมาช่วยดูดซับผลผลิตข้าวออกสู่ตลาด
ขณะที่ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาขายอยู่ที่ 14,403-14,584 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 1.43-2.70% เนื่องจากผลผลิตข้าวออกสู่ตลาดน้อยลง สต๊อกข้าวเหนียวของผู้ประกอบการลดลง และการดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกของภาครัฐ
สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้นไม่เกิน 14.5% ราคาขายอยู่ที่ 7.65-7.72 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.50-1.50% เนื่องจากผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ออกสู่ตลาดน้อยลงในช่วงสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยว (ช่วงเก็บเกี่ยวเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน) ขณะเดียวกันยังมีความต้องการใช้ภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง
ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส.ยังระบุอีกว่า ส่วนยางพาราแผ่นดิบ ราคาขายอยู่ที่ 36.47-38.45 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.08-5.52% เนื่องจากมาตรการรักษาเสถียรภาพราคายางพาราของภาครัฐ และอุปทานในตลาดที่ลดลงจากปัญหาโรคยางพาราใบร่วงชนิดใหม่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ประกอบกับแนวโน้มการเจรจาสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและจีนส่งสัญญาณที่ดีขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในตลาดซื้อขายยางพาราล่วงหน้า
สำหรับมันสำปะหลัง ราคาขายอยู่ที่ 1.89-1.96 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 1.61-5.38% เนื่องจากมีมาตรการควบคุมการขนย้ายและคุมเข้มการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านบริเวณด่านชายแดน ส่งผลดีต่อเสถียรภาพด้านราคาในประเทศ อีกทั้งสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเก็บเกี่ยว ทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันสำปะหลังสูงขึ้น
ปาล์มน้ำมัน ราคาขายอยู่ที่ 3.55-3.70 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 3.20-7.56% เนื่องจากมาตรการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B10 ซึ่งจะเริ่มใช้จริงในวันที่ 1 มกราคม 2563 ส่งผลให้โรงงานผลิตไบโอดีเซลเริ่มใช้น้ำมันปาล์มดิบมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซล B10 เพิ่มขึ้น เพื่อคงสต๊อกน้ำมันไบโอดีเซล B10 ให้เพียงพอต่อการใช้ในอนาคต ซึ่งจะช่วยดูดซับน้ำมันปาล์มดิบในตลาดได้มากขึ้น
นอกจากนี้ สุกร ราคาขายอยู่ที่ 60.00-61.50 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.60-2.50% เนื่องจากความต้องการบริโภคเนื้อสุกรเพิ่มขึ้นในช่วงเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ อย่างไรก็ตาม จากสภาพอากาศที่เย็นลง เอื้ออำนวยให้สุกรเจริญเติบโตได้ดี ทำให้ปริมาณสุกรออกสู่ตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ราคาในเดือนนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ขณะที่กุ้งขาวแวนนาไม ขนาด 70 ตัว/กก. ราคาขายอยู่ที่ 140.00-155.00 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 3.00-13.97% เนื่องจากความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวและเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ ประกอบกับเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยจากอากาศที่เริ่มเย็นลงทำให้กุ้งเจริญเติบโตช้า
“สมเกียรติ” ยังบอกว่า แม้สินค้าเกษตรและปศุสัตว์หลายตัวราคาจะดีขึ้น แต่ก็มีสินค้าเกษตรบางรายการที่มีแนวโน้มราคาปรับลดลง คือ น้ำตาลทรายดิบตลาดนิวยอร์ก ราคาขายอยู่ที่ 12.62-12.75 เซนต์/ปอนด์ (8.43-8.52 บาท/กก.) ลดจากเดือนก่อน 0.50-1.50% เนื่องจากแรงเทขายของนักลงทุนและนักเก็งกำไรที่มีความกังวลเกี่ยวกับปริมาณผลผลิตน้ำตาลโลกที่อาจจะเพิ่มขึ้น จากมาตรการของอินเดียในการอุดหนุนการส่งออกน้ำตาลถึงตันละ 145-146 ดอลลาร์สหรัฐ โดยฤดูการผลิตปี 2562/63 จะอุดหนุนการส่งออกน้ำตาลสูงขึ้นถึง 6 ล้านตัน
เป็นข่าวดีเล็กๆ สำหรับเกษตรกร ที่ราคาสินค้าเกษตรหลายตัวเริ่มทยอยปรับขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ราคาสินค้าเกษตรมีขึ้น มีลง ตามปัจจัยต่างๆ ก็หวังว่าจากนี้ราคาจะไม่ดิ่งลงจนทำให้เกษตรกรต้องขาดทุนอีก

