“เคทีซี” ไม่กำหนดเป้าปีหน้า เลือกปรับองค์กร ” Agile Organism” รองรับเศรษฐกิจสุดคาดเดา “ระเฑียร”ให้รับมือสงครามการค้าใหม่ 2 ขั้วเทคโนโลยีสหรัฐ-จีน

6.12.19 | 18:22 น.

นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี กล่าวถึงอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยปี 2563 ว่า น่าจะมีอัตราเติบโตที่ 2% โดยยังมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น สงครามการค้า(เทรดวอร์)ระหว่างสหรัฐกับจีนที่คาดว่าในปี 2563 ปัญหาจะยุติได้ อย่างไรก็ตามได้เห็นแนวโน้มเทรดวอร์ของ 2 ประเทศนี้ขยับมาแข่งขันด้านเทคโนโลยี กลายเป็นไบโอเทคโนโลยี แล้วประเทศในภูมิภาคนี้ ซึ่งรวมถึงไทยจะทำยังไง เป็นเรื่องที่ไทยต้องเตรียมพร้อมกับการเติบโตของ 2 เทคโนโลยีที่จะเกิดการแบ่งขั้วของ 2 ประเทศชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

นายระเฑียร กล่าวว่า สำหรับเคทีซีในปีหน้าถือเป็นปีที่ประเมินไม่ได้ ดังนั้นการกำหนดเป้าหมายของปี 2563 จะไม่มีการเผื่อ เพราะเห็นความไม่แน่นอนในอนาคตอันใกล้เยอะมาก ดังนั้นเคทีซีจะหันมาให้ความสำคัญกับยกระดับองค์กรที่มีการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ปรับตัวสู่การเป็นองค์กรคล่องตัว หรือ Agile Organism (องค์กรที่มีชีวิต)เพื่อให้สามารถบริหารจัดการธุรกิจให้ตรงและเท่าทันกับความต้องการและความคาดหวังของลูกค้า โดยปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำงานแนวเดิมที่เหมือนเครื่องจักรสู่การทำงานที่ยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง

นายระเฑียร กล่าวว่า จากนี้ไปเคทีซีจะทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในอัตราเร่งเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมุ่งสร้างธุรกิจให้เติบโตด้วยวิสัยทัศน์ใหม่สู่การเป็นแพลทฟอร์มการเงินหลักที่อยู่เคียงข้างสังคมไทยและเป็นมิตรกับผู้ใช้ ด้วย 2 แพลทฟอร์มคือ “แพลทฟอร์มการชำระเงิน” และ “แพลทฟอร์มสินเชื่อรายย่อย” ที่มุ่งเน้น 3 จุดแข็งหลักคือ ปลอดภัย รวดเร็ว และสร้างประสบการณ์ที่ดี เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับสมาชิกและคนไทย รองรับการขยายธุรกิจใหม่เข้าไปในธุรกิจสินเชื่อรายย่อยแบบมีหลักประกันและธุรกิจใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพิ่มเติมจากธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลที่มีอยู่ ซึ่งจะทำให้เคทีซีสามารถนำเสนอสินเชื่อให้กับผู้บริโภคได้หลากหลายและครบวงจร ทั้ง “สินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน” ได้แก่ พิโกพลัส” (สินเชื่ออเนกประสงค์ที่ให้กับรายย่อยระดับจังหวัด)” และธุรกิจ “นาโนไฟแนนซ์” (สินเชื่อรายย่อยสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือผู้มีรายได้ไม่แน่นอน) ซึ่งทยอยเปิดให้บริการแล้ว คาดว่าทั้ง 3 ธุรกิจใหม่นี้ จะสามารถเริ่มรับรู้กำไรได้ประมาณ 18-24 เดือน นับตั้งแต่วันที่ดำเนินธุรกิจจริง

สำหรับการปรับองค์กรสู่ “องค์กรคล่องตัว” (Agile Organism) นายระเฑียรกล่าวว่า จะดำเนินการผ่าน 5 องค์ประกอบหลักคือ กลยุทธ์ (Strategy) สร้างโอกาสและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในการสร้างมูลค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยเฉพาะสมาชิกเคทีซีและสังคมไทย โครงสร้าง (Structure) กำหนดบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของบุคลากรให้ชัดเจน สนับสนุนให้บุคลากรในทีมดูแลงานและแก้ปัญหาได้เอง สร้างผลงานที่ดี กระบวนการ (Process) คิดวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นในการทำงาน สร้างวงจรแห่งการเรียนรู้และสนับสนุนให้เกิดการตัดสินใจ ลดความเสี่ยงและสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น คน (People) ยึดโยงคนที่มีความสามารถโดดเด่นเข้าด้วยกัน ส่งเสริมให้บุคลากรเกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมเป็นเจ้าขององค์กร ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยี (Technology) เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานที่ต้องผนวกเข้ากับทุกมิติขององค์กร

Advertisement

นางพิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจบัตรเครดิต เคทีซี กล่าวว่า แม้ปีหน้าเศรษฐกิจไทยยังจะชะลอตัว แต่ช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซียังเติบโตถึง 10% หรือประมาณ 150,000 ล้านบาท คาดว่าสิ้นปีนี้จะยังรักษาสัดส่วนการเติบโตยอดใช้จ่ายผ่านบัตรได้ 10% ส่วนปี 2563 ตั้งเป้า 15% เชื่อว่าจะทำได้ตามเป้า แม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวมจะยังไม่ดีขึ้นก็ตาม

นายปิยศักดิ์ เตชะเสน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส ช่องทางจัดจำหน่ายและธุรกิจร้านค้า เคทีซี กล่าวว่า ได้เปิดกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่คือ สินเชื่อเคทีซีพี่เบิ้ม ประกอบด้วย สินเชื่อทะเบียนรถยนต์ สินเชื่อทะเบียนรถจักรยานยนต์ และสินเชื่อเงินสด ซึ่งมีผลตอบรับดี และจะเป็นกลุ่มที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้เคทีซีทดแทนรายได้ค่าธรรมเนียนเดิมที่หายไป อย่างไรก็ตาม ในปีหน้ายังคงเพิ่มเป้าหมายสมาชิกบัตรใหม่ แบ่งเป็น บัตรเครดิต 350,000 ใบ บัตรกดเงินสด เคทีซี พราว 210,000 ใบ ทั้งนี้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของเคทีซีจะยังเป็นพนักงานที่มีรายได้ประจำตั้งแต่ 30,000 บาท/เดือน ขึ้นไป โดยจะมุ่งเน้นช่องทางการรับสมัครผ่านทางออนไลน์มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีกลยุทธ์การขยายพันธมิตรร้านค้าด้วย โดยจะให้ความสำคัญกับตลาดการผ่อนชระ KTC FLEXI ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนผ่านการใช้จ่ายแพลตฟอร์มของอาลี เพย์ ที่เคทีซีร่วมเป็นพันธมิตรได้มีการขยายตัวอย่างมาก

นางสาวพิชามน จิตรเป็นธรรม ผู้อำนวยการ – ธุรกิจสินเชื่อบุคคล “เคทีซี” กล่าวว่า แผนกลยุทธ์ธุรกิจสินเชื่อบุคคลในปีหน้า คือมุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจะเพิ่มปริมาณสินเชื่อพร้อมกับการสร้างคุณภาพหนี้ที่ดีขึ้น ใน 4 แกนหลัก คือ1.มุ่งหาสมาชิกใหม่ที่มีความต้องการสินเชื่อเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต โดยตั้งเป้าเพิ่มปริมาณลูกค้าและพันธมิตรในกลุ่มสินเชื่อเพื่อการศึกษาให้มากขึ้น 2.มุ่งรักษาฐานสมาชิกปัจจุบันให้มีความผูกพันกับเคทีซีและเป็นบัตรที่ลูกค้านึกถึงเป็นใบแรก โดยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายสมาชิกที่มีวินัยการชำระเงินที่ดี ผ่านแคมเปญ เช่น โครงการเคลียร์หนี้เกลี้ยง โครงการเหมาเหมาจ่ายดอกเบี้ยเพียง 199 บาท รวมทั้งวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคเพื่อนำเสนอโปรโมชั่นที่สมาชิกต้องการอย่างแท้จริง 3.มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อสร้างความพึงพอใจขั้นสูงสุด ด้วยบริการใหม่ เพิ่มวงเงินฉุกเฉินที่สามารถทำรายการด้วยตนเองตลอด 24 ชั่วโมง อนุมัติรับวงเงินทันทีเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของลูกค้าให้มากขึ้น พัฒนาบริการเบิกเงินสดออนไลน์ผ่านแอพฯ “KTC Mobile” ตลอด 24 ชั่วโมงแบบเรียลไทม์ และจะเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” ให้ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของสังคมไร้เงินสดที่ผู้บริโภคสามารถใช้บัตรได้ทุกที่ ทุกเวลา 4.มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ลูกค้า เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน และเติบโตไปพร้อมกัน โดยสร้างวินัยทางการเงินผ่านกิจกรรมสัมมนาให้ความรู้ และบทความที่เป็นประโยชน์ในรูปแบบของสื่อที่เข้าใจง่าย รวมทั้งต่อยอดการจัดกิจกรรมเวิร์คช้อปแบ่งปันความรู้เพื่อประกอบอาชีพพร้อมให้คำแนะนำด้านการลงทุนเพื่อนำไปสร้างรายได้ในอนาคต

นายชุติเดช ชยุติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส คอร์ปอเรท ไฟแนนซ์ เคทีซี กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2562 ถือว่าเติบโตดีที่สุดในรอบ 2 ปี ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 มีกำไรสุทธิ 4,205 ล้านบาท มีฐานสมาชิกรวม 3.43 ล้านบัญชี เติบโต 6% คาดหวังว่าในไตรมาส 4 จะเติบโตดีเช่นกัน ทั้งนี้มุ่งประกอบธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยบริหารต้นทุนเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งมีแผนระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ระยะยาว 5-10 ปี วงเงิน 30,000 ล้านบาท ทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนดและรองรับการขยายตัวของธุรกิจใหม่อีกประมาณ 11,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังตรียมพร้อมรับมือกับมาตรฐานการรายงานการเงินสากล (International Financial Reporting Standards: IFRS9) ที่กำลังจะนำมาใช้ โดยมีการตั้งสำรองเงินไว้แล้วในปริมาณที่มากพอ และสำรองส่วนที่เกินอยู่จะเก็บไว้เป็นสำรองต่อไป