นายวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2563 คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้ที่ 2.5% โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจจะยังไม่ถึงขั้นวิกฤตหรือเข้าสู่ภาวะถดถอย แม้จะยังมีโอกาสเกิดความเสี่ยงเรื่องของเงินฝืด ซึ่งจะส่งผลให้การบริโภคของประชาชนลดลง พร้อมทั้งประเมินเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยในปี 2562 คาดว่าจะอยู่ที่ 1,580 จุด ขณะที่ปี 2563 ยังคงเป้าดัชนีไว้ที่ 1,670 จุด และมองกำไรต่อหุ้น จะต่ำกว่า 99 บาทต่อหุ้น โดยฝ่ายวิจัยกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับลดประมาณการลง เนื่องจากปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อดัชนีมากที่สุดมาจากกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เพราะจากรายงานไตรมาสที่ผ่านมา ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์เอาไว้แทบทั้งสิ้น
กล่าวว่า สำหรับทิศทางภาวะตลาดหุ้นไทยในปี 2563 ประเมินว่ามี 2 กรณีคือ การที่เศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนสูง จึงแนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน เพราะเชื่อว่าราคาหุ้นจะยังคงปรับขึ้นต่อเนื่องได้อีกในอนาคต เนื่องจากไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร โครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อาทิ รถไฟฟ้าสายสีต่างๆ และรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ก็จะสามารถเดินหน้าก่อสร้างต่อได้ ส่วนในกรณีที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้นได้ แนะนำให้นักลงทุนพิจารณาลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงกลั่น ปิโตรเคมี และธนาคาร ที่ปัจจุบันราคาหุ้นซื้อขายด้วยมูลค่าที่ต่ำมาก ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำแบบไม่มีใครคาดคิดว่าจะปรับลดลงได้ถึงระดับปัจจุบัน ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่จะเข้ามารบกวนธุรกิจทั้ง 3 กลุ่ม มองว่ายังจะไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ จึงเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าสะสมเพื่อลงทุนรอรับสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว
“ทิศทางเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) มองว่าจากปี 2563 มีโอกาสที่ฟันด์โฟลว์ต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น หลังจากที่ปีนี้หุ้นไทยโดนลดทอนน้ำหนักในดัชนี MSCI ขณะที่ปีหน้ายังไม่มีปัจจัยดังกล่าวเข้ามากระทบ จึงเชื่อว่าในปี 2563 มีโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะได้น้ำหนักการลงทุนดีกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน และส่งผลให้ฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลกลับเข้ามา แต่มีเงื่อนไขว่าค่าเงินบาทจะต้องอ่อนค่าลงมากกว่านี้ก่อน เพราะค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติที่เข้าซื้อหุ้นไทยต้องซื้อหุ้นในราคาที่แพงกว่าปกติ โดยมองว่าธนาคารแห่งประเทศไทยต้องออกมาประกาศว่าจะมีการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน หรือคิวอี ที่แม้จะทำหรือไม่ทำ แต่ขอให้ประกาศออกมาก่อน เหมือนธนาคารกลางญี่ปุ่นและยุโรป ออกมาประกาศว่าจะทำ เพราะเห็นว่าสามารถทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลงได้จริง” นายวิกิจ กล่าว

