นายธีระพงค์ นววัฒนทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางราคาทองคำจากนี้ไปคงต้องให้น้ำหนักกับผลการลงประชามติอังกฤษว่าจะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิท( BREXIT )วันที่ 23 มิถุนายนนี้ โดยวายแอลจี มองว่า หากผลออกมาว่าอังกฤษจะถอนตัวออกจากอียู อาจกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของอังกฤษ และอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทั้ง Fitch Ratings และ Moody’s ต่างออกความเห็นว่าจะลดระดับความน่าเชื่อถือของอังกฤษ ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดการเงินอย่างรุนแรง ปัจจัยเหล่านี้ อาจทำให้เศรษฐกิจของทั้งอังกฤษ และอียู เข้าสู่ภาวะถดถอยได้ เนื่องจากการลงประชามติของอังกฤษเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจในอียู และเศรษฐกิจโลกมากยิ่งขึ้น
” ความไม่แน่นอนดังกล่าวจะกระตุ้นความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย และส่งผลบวกต่อราคาทองคำในที่สุด แต่หากมติออกมาว่าอังกฤษยังคงเป็นสมาชิกอียูต่อไป อาจส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น และกดดันราคาทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ”
นายธีระพงค์ กล่าวว่า วายแอลจีประเมินว่า ราคาทองยังเคลื่อนไหวในกรอบก่อนจะทราบผลประชามติเบร็กซิท หากราคาสามารถยืนเหนือ1,264 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง แนวต้านโซนขยับทดสอบขยับทดสอบ 1,310-1,315 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม หากไม่มีแรงซื้อมากพอ ราคาอาจเกิดการอ่อนตัวลงเพื่อสะสมแรงซื้ออีกครั้งแต่หากผ่านได้ราคามีโอกาสขึ้นทดสอบแนวต้านโซน1,345 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนระยะนี้ แนะนำเมื่อราคาขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,310-1,315 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะนำขายทำกำไรบางส่วน และเข้าซื้อเมื่อราคาใกล้บริเวณแนวรับ 1,264- 1,255 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาหลุดโซนแนวรับ 1,240 ดอลลาร์ต่อออนซ์ควรชะลอการเข้าซื้อ ซึ่งราคาทองคำในประเทศยังมีปัจจัยเรื่องค่าเงินบาท โดยค่าเงินบาทในเดือนมิถุนายนแข็งค่าต่อเนื่อง ทำให้ราคาทองคำภายในประเทศปรับตัวขึ้นเพียง 4.38% น้อยกว่าการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ต้องจับตาการประชุมนโยบายทางการเงิน (กนง.)ของธนาคารแห่งประเทศไทย ในวันที่ 22 มิถุนายนนี้ คาดว่ากนง.จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ระดับเดิม แต่หากกนง.ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจริงอาจส่งผลให้ค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าและเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำในประเทศ
___________________________

